Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ชื่อว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม (กรรมส่งผลในภพปัจจุบัน) เพราะถูกปรุงแต่งดีโดยความเป็นอนันตรปัจจัยแก่ธรรมใดเล่า ส่วนในคัมภีร์มหาฎีกากล่าวว่า

ทุพพลาปิ อนุติมชวนเจตนา สนนิฏฐานกิจจวิเสสยุตตตาย ผลิปปัจเจเน สตุติ-
วิเสสยุตตตา โหตีติ อุปปชชเวทนียา อานนฺตริยกาก จ สา โหติ.๒๔

“ชวนเจตนาดวงสุดท้ายแม้มีกำลังน้อย ก็ประกอบด้วยความสามารถพิเศษในการส่งผล เนื่องจากประกอบด้วยกิจพิเศษคือการตัดสิน ดังนั้น ชวนจิตดวงสุดท้ายจึงเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมและกรรมส่งผลในภพถัดไป”

คำว่า ยถารห์ (ตามสมควร) คือ ตามสมควรแก่บุคคลนั้นๆ

คำว่า ยถาภินีหารวเสน (ตามสมควรแก่การน้อมจิตไปเฉพาะในอารมณ์) มีความหมายว่า ตามสมควรแก่การน้อมภาวนาจิตที่เป็นบริกรรมนั้นๆ ไปเฉพาะในกสิณนิมิตเป็นต้นหรืออนิจจลักษณะเป็นต้น

คำว่า อัปปนาวีถี (อัปปนาวิถี) คือลำดับจิตที่เป็นอัปปนา

คำนี้กล่าวไว้เพื่อรวบรวมอัปปนาชวนะที่ดำเนินไปในวาระมากเป็นอเนก ฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตโต ปร์ อัปปนาสาเน ภวงคปาโตว โหติ (ถัดจากนั้น ในที่สุดของอัปปนาจิตย่อมตกภวังค์ไป)

ในประโยคนั้น คำว่า ตโต (จากนั้น) คือ จากชวนจิตดวงที่ ๔ หรือดวงที่ ๕ นั้น เมื่อความหมายนี้มีอยู่ก็แสดงข้อความว่า การตกภวังค์มีได้แน่นอนในชวนจิตดวงที่ ๕ หรือดวงที่ ๖ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอีกว่า อัปปนาสาเน (ในที่สุดของอัปปนาจิต)

คำว่า ภวงคปาโตว โหติ (ย่อมตกภวังค์ไป) มีความหมายว่า ไม่มีการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต

ส่วนในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “มติของภิกษุผู้ทรงนิกายอื่นที่กล่าวความดำเนินไปของกามาวจรชวนะแม้ในที่สุดของอัปปนา เพื่อให้ครบชวนจิต ๗ ดวงในอัปปนาวาระบางคราว ถูกปฏิเสธไว้ด้วย เอว (นั่นเทียว) ศัพท์ในคำ[ว่า ภวงคปาโตว = ภวงคปาโต + เอว] นี้”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka