Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อัปปนาชวนจิต ๘ ดวงย่อมเกิดขึ้นต่อจากมหากิริยาที่เกิดร่วมกับโสมนัส อัปปนาชวนจิต ๖ ดวงย่อมเกิดขึ้นต่อจากมหากิริยาที่เกิดร่วมกับอุเบกขา

ในคาถานั้น คำว่า ทวตฺตึส (อัปปนาชวนจิต ๓๒ ดวง) คือ มี ๓๒ ดวงโดยจำแนกเป็นรูปาวจรกุศล ๔ ดวงยกเว้นอรหัตตผลจิตและปัญจมฌานจิตทั้งหมด มรรคกุศลจิต ๑๖ ดวง และผลจิตขั้นต่ำ ๑๒ ดวง

คำว่า ทวาทส (อัปปนาจิต ๑๒ ดวง) คือ มี ๑๒ ดวงโดยจำแนกเป็นปัญจมฌานิกจิต มรรคกุศลจิตที่เป็นรูปาวจรกับอรูปาวจร และผลจิตขั้นต่ำ

คำว่า อฏฐ (อัปปนาจิต ๘ ดวง) คือ มี ๘ ดวงโดยจำแนกเป็นรูปาวจรกิริยาจิต ๔ ดวงยกเว้นปัญจมฌาน และอรหัตตผลจิต ๔ ดวง

คำว่า ฉ (อัปปนาจิต ๖ ดวง) คือ มี ๖ ดวงโดยจำแนกเป็นกิริยาจิตที่เป็นรูปาวจรกับอรูปาวจร ๕ ดวงอันมีได้ในปัญจมฌานและอรหัตตผล

๒๔. พึงประกอบบทว่า อัปปนาชวนจิต ๔๔ ดวงของปุถุชนและพระเสกขบุคคลย่อมเกิดต่อจากกามาวจรกุศลจิตที่มีเหตุ ๓ ส่วนอัปปนาชวนจิต ๑๔ ดวงของพระอรหันต์ผู้ปราศจากราคะแล้วย่อมเกิดต่อจากกามาวจรกิริยาจิตที่มีเหตุ ๓

อธิบายการกำหนดตทารัมมณจิต

๒๕. คำว่า สพฺพถาปิ (แม้โดยประการทั้งปวง) คือ แม้โดยประการทั้งปวงมีอติมหันตารมณ์เป็นต้น

คำว่า เอตฺถ คือ ในปัญจทวารและมโนทวารดังที่กล่าวมาแล้วนี้

มีปาฐะว่า สพฺพตฺถถาปิ ปน อนฺนิฏฐ บ้าง ดังในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายกล่าวว่า “คำว่า สพฺพตฺถถาปิ (แม้ในทวารทั้งหมด) คือ ในปัญจทวารและมโนทวาร”

[คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ฉบับพม่าเดิมและฉบับฉัฏฐสังคายนา มีรูปว่า สพฺพถาปิ ปเนตฺถ อนิฏฐเถ แต่ฉบับพม่าบางฉบับก็มีรูปว่า สพฺพตฺถถาปิ ปน อนิฏฐเจ คำว่า สพฺพถาปิ แปลว่า “แม้โดย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka