ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในพากย์นั้น คำว่า “รูปบางอย่างน่าพึงใจ บางอย่างไม่น่าพึงใจ” หมายความว่า
สีในดอกไม้บางชนิดน่าพึงใจ แต่กลิ่นไม่น่าพึงใจ รสไม่น่าพึงใจ สัมผัสหยาบไม่น่าพึงใจ
แม้สีในดอกไม้บางชนิดก็น่าพึงใจ กลิ่นก็น่าพึงใจ แต่รสเป็นต้นไม่น่าพึงใจ เช่นเดียวกันนี้
สีในรูปกลาปหนึ่งแม้ที่เป็นไปในพระกายของพระพุทธเจ้าก็น่าพึงใจแต่กลิ่นไม่น่าพึงใจ สี
แม้ในตัวที่พองขึ้นอืดของสุนัขดำที่ตายแล้ว ก็น่าพึงใจ แต่กลิ่นไม่น่าพึงใจ ความจริงสิ้น
ถ้าพึงเป็นสีผ้านุ่งผ้าห่ม ผ้านั้นคงมีค่ามาก
คำว่า “น่าพึงใจในบางคราว ไม่น่าพึงใจในบางคราว” หมายความว่า ธรรมดาว่า
ไฟน่าพึงใจ เป็นเหตุแห่งผลที่เป็นความสุขในฤดูหนาว แต่ในฤดูร้อนเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงใจ
เป็นเหตุแห่งผลที่เป็นความทุกข์ น้ำเย็นน่าพึงใจในฤดูร้อน แต่ในฤดูหนาวไม่น่าพึงใจ เช่น
เดียวกันนี้ ผ้าที่มีสัมผัสด่านพึงใจในร่างกายปกติ เมื่อกระทบถูกแผลก็ไม่น่าพึงใจ หรือเมื่อ
กระทบผ้าเบาก็น่าพึงใจ ถ้ากระทบหนักไปก็ไม่น่าพึงใจ
อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจ [ย่อมเกิด] ในอนิฏฐารมณ์นั้น
๒๖. คำว่า อิฏเฐ (อิฏฐารมณ์) หมายถึง อิฏฐมัชฌัตตารมณ์ (อารมณ์ที่น่าพึงใจ
ปานกลาง)
พึงสัมพันธ์[บทที่สลับกัน]ว่า ปัญจวิญญาณจิต สัมปฏิจฉันจนจิต สันตีรณจิต และ
ตทารัมณจิต ที่เป็นฝ่ายกุศลวิบาก
๒๗. ในอิฏฐมัชฌัตตารมณ์นี้ สันตีรณจิตและตทารัมณจิต พึงทราบว่าประกอบ
กับอุเบกขาเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อติอิฏเฐ ปน (ส่วนสันตีรณจิตและตทารัมณจิต
ที่ประกอบกับโสมนัส ย่อมเกิดในอารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่ง) เป็นต้น
ในประโยคนั้น คำว่า อติอิฏเฐ (อารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่ง) คือ อารมณ์ ๖ ที่มหาชนใน
โลกพึงใจยิ่ง มีสัณฐานแห่งทอง เงิน แก้วมณี เป็นต้น สัณฐานแห่งหรดาลเป็นต้น สัณฐาน
แห่งผ้าแพรเป็นต้น และรูปเทพธิดาเป็นต้น
ในการกำหนดตทารัมณนี้ การประจวบกับอนิฏฐารมณ์เป็นโอกาสที่อกุศลกรรม
ส่งผล ส่วนการประจวบกับอิฏฐารมณ์เป็นโอกาสที่กุศลกรรมส่งผล ดังนั้น จึงมีการ