ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
กำหนด[ตทารมณ์]นี้ว่า อกุศลวิปากจิตย่อมเกิดขึ้นในอนิฏฐารมณ์ ส่วนกุศลวิปากจิตเกิดขึ้นในอิฏฐารมณ์ แต่การกำหนดเวทนาย่อมสำเร็จตามอารมณ์ เพราะไม่มีความดำริคาดคิดด้วยอาการนั้นๆ แล้วรับเอา[อารมณ์] เนื่องจากวิบากที่เกิดด้วยแรงกรรมอย่างเดียวและปราศจากกำลังอุตสาหะของตนมีกำลังน้อยเหมือนเงาหน้าในกระจก
ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า ตตฺถปิ โสมนสฺสสหคตกริยชวนาวสาเน (แม้ในบรรดาวิปากจิตเหล่านั้น ตทารัมมณจิตที่ประกอบกับโสมนัส ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดของกิริยชวนจิตที่ประกอบกับโสมนัส ตทารัมมณจิตที่ประกอบกับอุเบกขา ย่อมเกิดขึ้นในที่สุดของกิริยชวนจิต ที่ประกอบกับอุเบกขา) โดยมุ่งหมายว่า “การประกอบของเวทนาไม่เพียงมีได้แก่กุศลจิตอย่างเดียว แต่ยังมิได้ตามสมควรแก่อารมณ์แม้แก่กามาวจรกิริยชวนจิตที่เป็นไปในกระแสจิตของพระขีณาสพผู้ปราศจากวิปัลลาส”
คำว่า ตตฺถปิ คือ แม้ในบรรดาวิปากจิตเหล่านั้น
คำว่า โสมนสฺสสหคตกริยชวนาวสาเน (ในที่สุดของกิริยชวนจิตที่ประกอบกับโสมนัส) คือ ในที่สุดแห่งกิริยชวนจิตที่ประกอบกับโสมนัสอันเป็นไปในอติอิฏฐารมณ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
คำว่า อุเปกฺขาสหคตกริยชวนาวสาเน (ในที่สุดของกิริยชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขา) คือ ในที่สุดของกิริยชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขาอันเป็นไปในอนิฏฐารมณ์และอิฏฐมัชฌตตารมณ์
การกำหนดตทารัมมณจิตในที่สุดของกิริยชวนจิตนี้ กล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาอีกด้วย ดังสาธกในคัมภีร์นั้นเป็นต้นว่า
กามาวจรหิเหตุโสมนสฺสสหคตกริยทฺวย์ ตทารมฺมณวเสเน ปญฺจนนฺต์ โสมนสฺส-สหคตวิปากาน์ อนนุตรปจฺจโยติ.๒๘
“กามาวจรกิริยจิตอันมีเหตุ ๓ ที่ประกอบกับโสมนัส ๒ ดวง เป็นอนันตรปัจจัยแก่วิปากจิตที่ประกอบกับโสมนัส ๕ ดวง ด้วยอำนาจของตทารัมมณกิจ ดังนี้เป็นต้น”