ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำนี้มีกล่าวไว้ด้วยประเภทของกิริยาชวนจิตที่เป็นไปตามครรลองปกติ การที่
กิริยาชวนจิตอันเป็นไปด้วยการปรุงแต่งจิตเช่นนั้นประกอบกับอุเบกขาแม้ในอนิฏฐารมณ์ และ
การประกอบกับโมนัสแม้ในอนิฏฐารมณ์ย่อมมีได้ ดังพระพุทธวจนะว่า
กญฺจานนฺท อริโย โหติ ภาวิตินฺทริโย. อิธานนฺท ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูป ทิสฺวา
อุปปชฺชติ มนาปํ อุปปชฺชติ อมนาปํ. อุปปชฺชติ มนาปมานาปํ. โส สเจ อากงฺขติ ปฏิกูเล
อุปปฏิกูลสญฺญี วิหเรยนุติ. อุปปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ. สเจ อากงฺขติ อุปปฏิกูเล
ปฏิกูลสญฺญี วิหเรยนุติ. ปฏิกูลสญฺญี ตตฺถ วิหรติ. ๒๙
“ดูกรอานนท์ พระอริยบุคคลเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้วอย่างไร ความยินดีย่อมเกิดขึ้น
แก่ภิกษุในศาสนานี้เมื่อเห็นรูปด้วยจักษุ ความไม่ยินดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้เมื่อ
เห็นรูปด้วยจักษุ ความยินดีและความไม่ยินดีย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้เมื่อเห็นรูปด้วย
จักษุ หากเธอประสงค์อยู่ว่าเราพึงสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่ เธอย่อมสำคัญว่าไม่
ปฏิกูลในสิ่งนั้น หากเธอประสงค์อยู่ว่าเราพึงสำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอย่อม
สำคัญว่าปฏิกูลในสิ่งนั้น”
พึงนำอินทรียภาวนาสูตรทั้งหมดในอุปริปัณณาสก์มากล่าวไว้ในที่นี้]
ในพระบาลีนั้น ด้วยพระดำรัสว่า “ความยินดีย่อมเกิดขึ้น ความไม่ยินดีย่อมเกิดขึ้น
ความยินดีและความไม่ยินดีย่อมเกิดขึ้น” พระพุทธองค์ทรงแสดงว่ากามาวจรกิริยาชวนจิต
ของพระขีณาสพย่อมประกอบกับโสมนัสในอิฏฐารมณ์ และประกอบกับอุเบกขาในอนิฏฐารมณ์
ตามครรลองปกติ
ด้วยพระดำรัสว่า “หากเธอประสงค์อยู่ว่าเราพึงสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลอยู่
เธอย่อมสำคัญว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งนั้น” พระพุทธองค์ตรัสว่ากามาวจรกิริยาชวนจิตย่อมประกอบ
กับอุเบกขาแม้ในอนิฏฐารมณ์ และประกอบกับโสมนัสแม้ในอนิฏฐารมณ์ ในขณะมีการปรุงแต่ง
จิตเช่นนั้น
ส่วนในสตตวิหารสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสปฏิเสธโสมนัสทางทวาร ๖ ใน
พระขีณาสพ ด้วยพระดำรัสเป็นต้นว่า