ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อารมณ์ของกิริยาชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขา หาใช่อารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่งมีรูปเทพธิดาไม่เช่นเดียวกันนี้ เมื่ออารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจมีร่างที่เป็นโรคเรื้อนพุพองเป็นต้นมาปรากฏ ท่านก็แผ่เมตตาไปในอารมณ์นั้น หรือนำเข้าไปโดยความเป็นธาตุ ในเรื่องนั้น อารมณ์ที่มีลักษณะคือไม่มีเวรเป็นต้นที่น่าพึงใจ เป็นอารมณ์ของกิริยาชวนจิตที่ประกอบกับโสมนัส มิใช่อารมณ์คือร่างคนโรคเรื้อนพุพองเป็นต้นอันเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจยิ่ง ดังนั้น ชวนจิตเหล่านั้นจึงประกอบด้วยเวทนาคล้อยตามอารมณ์เสมอเหมือนกามาวจรวิปากจิต
ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะว่าลักษณะดังกล่าวย่อมไม่ดำเนินไปโดยเฉพาะเว้นจากอารมณ์มีรูปเทพธิดาเป็นต้น แต่ก็ได้ร่วมกับอารมณ์เหล่านั้น ดังนั้น การปรุงแต่งจิตมีการแผ่ไปโดยความไม่สวยงามในที่นี้ จึงเป็นเหตุเกิดของอุเบกขาชวนจิตในอารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่ง และเป็นเหตุเกิดของโสมนัสชวนจิตในอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจยิ่ง ดังคัมภีร์อรรถกถา [วิสุทธิมรรค]กล่าวว่าโสมนัสเวทนาย่อมเกิดขึ้นแม้ในอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจยิ่งมีศพขึ้นอืดเป็นต้นด้วยการพบเห็นอานิสงส์และเห็นผลที่เกิดก่อนและหลังแห่งการภาวนา ทั้งในพระบาลีก็ตรัสว่า โสมนัสเวทนาย่อมเกิดขึ้นแก่พระมหาโมคคัลลานเถระในร่างเปรตกองกระดูกที่แม้เป็นอนิฏฐารมณ์ เพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้จริงและเห็นความถึงพร้อมของตน [ว่าเราพ้นจากทุกข์ดังนี้แล้ว] และในคัมภีร์อรรถกถา[ธรรมบท]ก็กล่าวว่าโสมนัสเวทนาย่อมเกิดขึ้นแก่พระมหากัสสปเถระแม้ในข้าวบูดที่เป็นอนิฏฐารมณ์ซึ่งตนได้รับจากมือของคนโรคเรื้อน เพราะการปรุงแต่งจิตเช่นนั้น โดยแท้จริงแล้ว การที่อารมณ์เป็นสิ่งน่าพึงใจหรือไม่น่าพึงใจ ย่อมสำเร็จด้วยความต้องการของมหาชนในโลก ไม่ใช่สภาพลึกซึ้ง และเป็นเหตุเกิดของความสำคัญผิด [คือ สัญญาวิปัลลาส ความแปรปรวนแห่งสัญญา จิตตวิปัลลาสความแปรปรวนแห่งจิต และทิฏฐิวิปัลลาส ความแปรปรวนแห่งทิฏฐิ] และกิเลสทั้งหลายดังพระพุทธวจนะเป็นต้นว่า
ตตฺถ กตมํ รูปํ หีนํ. ยํ รูปํ เตสํ เตสํ สตฺตานํ อุญฺญาต์ อวญฺญาต์.๒
“ในรูปขันธ์นั้น รูปไหนชื่อว่ารูปทราม รูปใดถูกเหล่าสัตว์นั้นๆ ดูถูก ดูหมิ่น”