Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในพระบาลีนี้ ด้วยพระดำรัสว่า “เหล่านั้นๆ” พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ความน่าพึงใจหรือไม่น่าพึงใจของสิ่งที่เป็นอารมณ์ ย่อมสำเร็จตามสมมุติของมหาชนในโลก ดังนั้น การที่มหาชนในโลกผู้ยังขจัดวิปัลลาสธรรมไม่ได้ รับเอาติอัฏฐารมณ์มีรูปเทพธิดา เป็นต้นโดยอาการน่าพึงใจยิ่งก็ดี รับเอาติอัฏฐารมณ์มีพระพุทธคุณเป็นต้นโดยอาการไม่ พึงใจก็ดี อาการท้ังสองอย่างนั้นย่อมมีด้วยอำนาจแห่งความสำคัญผิดของพวกเขา แต่การ ที่พุทธสาวกผู้มีปัญญารับเอารูปเทพธิดาเป็นต้นโดยอาการไม่น่าพึงใจก็ดี รับเอาพระพุทธคุณ เป็นต้นโดยอาการน่าพึงใจยิ่งก็ดี อาการท้ังสองอย่างนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วยกำลังปัญญา

(๑๓๙) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีว่า “การรับเอาอารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่งด้วย อาการน่าพึงใจปานกลางหรือไม่น่าพึงใจ และรับเอาอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจด้วยการนำ พึงใจและน่าพึงใจปานกลาง ของกุศลจิตและอกุศลจิต ย่อมมีได้เพราะเป็นไปในกระแสจิต ของบุคคลผู้ยังขจัดความสำคัญผิดไม่ได้” และข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์น้ันว่า “แม้กิริยา ชวนะก็ดำเนินไปตามสมควรแก่อารมณ์ เพราะพระขีณาสพไม่มีความแปรปรวนแห่งจิต” ข้อความน้ันพึงใคร่ครวญ เพราะชนผู้ปราศจากธรรมจัษุเท่านั้นจึงจะคล้อยตามอำนาจจิต และอารมณ์ด้วยอำนาจของความสำคัญผิด กุศลจิตและอกุศลจิตจึงดำเนินไปตามสมควรแก่ อารมณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่กิริยาชวนะหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะพระขีณาสพไม่คล้อยตามอำนาจ จิตและอารมณ์ในอารมณ์ที่น่าพึงใจหรือไม่น่าพึงใจที่มหาชนในโลกสมมุติกัน ดังพระพุทธ- วจนะว่า

รูปํ สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฐพฺพจ จ มโนรมา
อฏฐจธมฺมา อนิฏฐา จ น ปเวธนฺติ ปณฺฑิตา.๓๓

“บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวเพราะรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่ารื่นรมย์ และ
เพราะอารมณ์ที่น่าพึงใจหรือไม่น่าพึงใจ”

ด้วยเหตุนั้น ในลำดับต่อจากกิริยาชวนจิตที่ประกอบกับโสมนัส ตทารัมณจิต ย่อมประกอบกับโสมนัสหรืออุเบกขา แม้ในลำดับต่อจากกิริยาชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขา ตทารัมณจิตก็ประกอบกับโสมนัสหรืออุเบกขาเช่นกัน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka