Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า

ปฏฺฐาเน กุสลากุสเล นิรุทฺเธ วิปากฺโถ ตทารมุมณตา อุปปปชฺชตีติ์ กุสลกุสลานุตฺร์
เอว ตทารมุมณุ่ วุตฺต์. น อพยากตานุตฺร์ น จ กฤตจิ กิริยานุตฺร์ ตทารมุมณสุส วุตฺตฏฺฐาน์
ทิสฺสติ. วิชชมาเน จ ตสฺมี อวจเน การณ์ นตฺถิ. ภงวคฺจฯ นาเมตํ นทิโสโต วิย ปฏิโสต-
คามินาว สวิปผาริกํ เอว ชวน์ อนุพนฺธตีติ ยุตฺต์. น ปน ฉฬงคุเปกฺขาวโต ขีณาสวสุส
สนตฺวุตฺติกิริยชวน์. ตสฺมา กิริยชวนานุตฺร์ ตทารมุมณวิธานุ อุปปรภุขิตพพ์.๓๕

“ในคัมภีร์ปัฏฐาน พระพุทธองค์ตรัสทารมณ์ไว้ในลำดับต่อจากกุศลชวนะและ
อกุศลชวนะเท่านั้นด้วยพระดำรัสว่า ‘เมื่อกุศลชวนะและอกุศลชวนะดับแล้ว วิปากจิต
ย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นทารมณ์’ แต่พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสทารมณ์ไว้ในลำดับต่อจาก
อพยากต ทั้ฐานะของทารมณ์ที่กล่าวไว้ในลำดับต่อจากกิริยจิตก็ไม่พบในพระอภิธรรม
ที่ใดที่หนึ่ง หากทารมณ์มีอยู่ ก็ไม่มีสาเหตุในการไม่ตรัสไว้

ภวังค์นี้มีสภาพแผ่กระจายไม่สงบนิ่ง]ย่อมติดตามชวนจิตเหมือนกระแสน้ำติดตาม
เรือที่เล่นทวนกระแส แต่ภวังค์จะติดตามกิริยาชวนจิต ที่มีสภาพสงบของพระขีนาสพ
ผู้กอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ ไม่ได้ [อุเบกขามีองค์ ๖ คือความไม่ยินดียินร้ายวางเฉยใน
การรับรู้อารมณ์ทาง ทวารทั้ง ๖] ดังนั้น การกำหนดทารมณ์ในลำดับต่อจากกิริยาชวนจิต
จึงน่าใคร่ครวญ”

กระนั้นก็ตาม ในวาระที่สุดของอพยากต ๓ บทในการจำแนการัมมณปัจจัยใน
กุสลติกะ ปัญหาวาระ ตทารมณ์เป็นหลักสำคัญของเสกบุคคลและปุถุชน มิใช่กุศลชวนะ
และอกุศลชวนะ ดังพระพุทธดำรัสในวาระทั้ง ๒ ว่า

เสกขา วา ปุถุชฺชนา วา กุสลํ อนิจจโต วิปสฺสนฺติ กุสลํ อสุสาเทนฺติ.๓๖

“เสกบุคคลหรือปุถุชนหยั่งรู้กุศล[ที่มีในภูมิสาม]โดยความเป็นวิปัสสนา พอใจ
กุศล[ด้วยโภสมูลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัส ประกอบกับความเห็นผิด]”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka