ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และพระพุทธดำรัสว่า
กุสเล นิรุทฺเธ อกุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมุมณตา อุปปชฺชติ.๓๗
“ครั้นกุศลจิตดับแล้ว อกุศลจิตดับแล้ว วิปากจิตย่อมเกิดโดยความเป็นตทารมณ์”
แต่สำหรับพระอรหันต์ ชวนจิตและตทารมณ์จิตเป็นหลักสำคัญ ดังพระพุทธ-ดำรัสว่า
อรหา กุสลํ อนิจฺจโต ทุกขฺโต อนตฺตโต วิปสฺสติ.๓๘
“พระอรหันต์หยั่งรู้กุศลโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน”
พระพุทธองค์ไม่ตรัสว่า “ครั้นอพยากตที่เป็นกิริยาจิตดับแล้ว วิปากจิตย่อมเกิดโดยความเป็นตทารมณ์”
ถ้าหากพระพุทธองค์ตรัสพระดำรสนั้น[ว่า ครั้นอพยากตที่เป็นกิริยาจิตดับแล้ว วิปากจิตย่อมเกิดโดยความเป็นตทารมณ์] พระพุทธองค์ก็พึงกระทำตทารมณ์ให้เป็นหลักสำคัญ และแม้จะไม่ตรัสพระดำรัสนั้นไว้ ตทารมณ์ก็นับเข้าได้ด้วยพระดำรัสว่า วิปสฺสติ (หยั่งรู้) ดังนั้น ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มูลฎีการว่า “ในคัมภีร์ปัฏฐาน พระพุทธองค์ตรัสตทารมณ์ไว้ในลำดับต่อจากกุศลชวนะและอกุศลชวนะด้วยพระดำรัสว่า ‘กุสลากุสเล นิรุทฺเธ วิปาโก ตทารมุมณตา อุปปชฺชติ.’๓๙ (เมื่อกุศลชวนะและอกุศลชวนะ ดับแล้ว วิปากจิตย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นตทารมณ์) แต่ไม่กล่าวไว้ในลำดับต่อจาก อพยากต” และข้อความ[ของคัมภีร์มูลฎีกา]ว่า “หากตทารมณ์มีอยู่ ก็ไม่มีสาเหตุในการไม่ตรัสไว้” ย่อมไม่สมควร
ส่วนในวิภังค์ของอนันตรปัจจัย พบฐานะที่กล่าวถึงตทารมณ์พร้อมด้วยภวังค์ในลำดับต่อจากกิริยาชวนจิตโดยชื่อว่า วุฏฐานะ ด้วยพระดำรัสเป็นต้นว่า
กุสลํ วุฏฐานสส.๔๐
“กุศลจิต[คือโลกิยกุศลชวนจิต ๑๗ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้าย] เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ [คือตทารมณ์และภวังค์] โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”