Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อกุสล่า วุฏฐานสฺส.๕๑

“อกุศลจิต[คืออกุศลชวนจิต ๑๒ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้าย] เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ
[คือทารมณ์และภวังค์] โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”

กิริยำ วุฏฐานสฺส.๕๒

“กิริยาจิต[ือกิริยาชวนจิต ๑๘ ซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้าย] เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ
[คือโวฏฐัพพนจิตดวงที่ ๒ และทารมณ์] โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”

วิปากธมฺมธมฺมา ขนฺธำ วุฏฐานสฺส.๕๓

“ขันธ์อันมีสภาพให้ผลเป็นวิบาก[คืออกุศลจิต ๑๒ กุศลจิต ๒๑ เจตสิก ๕๒] เป็น
ปัจจัยแก่วุฏฐานะ[คือทารมณ์และภวังค์] โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”

เนว วิปากนาวิปากธมฺมธมฺมา ขนฺธำ วุฏฐานสฺส.๕๔

“ขันธ์อันไม่ใช่วิบากและไม่มีสภาพให้ผลเป็นวิบาก[ือกิริยาจิต ๒๐ เจตสิก ๓๕]
เป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ[คือทารมณ์และภวังค์] โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”

ดังนั้น ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มูลฎีกา]ว่า “ทั้งฐานะของทารมณ์ที่กล่าว
ไว้ในลำดับต่อจากกิริยาจิตก็ไม่พบในพระอภิธรรมที่ใดที่หนึ่ง” ย่อมไม่สมควร เพราะกิริยา
ชวนจิต ที่แม้จะมีความสงบของพระขีณาสพผู้กอปรด้วยอุเบกขามีองค์ ๖ ก็มีความชัดส่าย
ไม่สงบ เนื่องจากแม้กิริยาชวนะก็ทำความเพียรทางกายกับทางวาจาให้เกิดขึ้นเหมือนกุศล-
ชวนจิต

(๑๔๐) ในคัมภีร์วิภาวนี เมื่อจะกล่าวเฉลยติพระฎีกาจารย์ได้กล่าวว่า “หาก
พระผู้มีพระภาคตรัสทารมณ์แม้ในลำดับต่อจากอพยากตุก การที่ทารมณ์เกิดถัดจาก
โวฏฐัพพนจิตในปริมตารมณ์ก็เป็นอันเข้าใจได้ พระพุทธองค์จึงไม่ตรัสทารมณ์ในลำดับต่อ
จากกิริยาชวนจิตไว้” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะในคัมภีร์ปัฏฐานไม่มีฐานะที่พระพุทธองค์มิได้
ตรัสไว้โดยมุ่งหมายว่า “เมื่อพระองค์ตรัสพระดำรัสนั้นึ บุคคลพึงเข้าใจข้อนี้เป็นอย่างอื่น”
ทั้งในฐานะที่ตรัสไว้ด้วยการเจริญวิปัสสนาเป็นต้นว่า “อรหา กุสล่า อนิจจโต ทุกขโต

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka