ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนตฺตโต วิปสฺสติ.”๔๕ (พระอรหันต์ย่อมหยั่งรู้กุศลโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน)
ก็ไม่มีความสงสัยในวาระของปริตตารมณ์ที่เกิดในปัญจทวาร
๒๘. คำว่า “ตทารมณจิตและภวังคจิตที่ประกอบกับอุเบกขาย่อมเกิดขึ้นใน
ที่สุดของชวนจิตที่ประกอบกับโทมนัส” คือ ตทารมณ์ที่ไม่ประกอบด้วยโสมนัส
ถามว่า : เพราะเหตุใด
ตอบว่า : เพราะสภาพของโสมนัสกับโทมนัสตรงกันข้ามกัน ดังนั้น การที่เวทนา
เหล่านั้นเป็นอนันตรปัจจัยแก่กันและกันจึงไม่ตรัสไว้ในคัมภีร์ปัฏฐาน
พระอนุรุทธอาจารย์เมื่อจะแสดงการกำหนดตทารมณ์ในลำดับถัดจากกิริยาชวนจิต
และโทมนัสชวนจิตได้แสดงว่า การกำหนดเช่นนั้นย่อมไม่มีในลำดับต่อจากกุศลชวนจิตกับ
อกุศลชวนจิต ดังนั้น ตทารมณ์จิตและภวังคจิตทั้งหมดย่อมดำเนินไปตามสมควรแก่อารมณ์
ในลำดับถัดจากชวนจิต ๑๘ ดวง คือกามาวจรกุศลชวนะ ๘ โลภมูลจิต ๘ โมหมูลจิต ๒
กระนั้นก็ตาม ส่วนใหญ่อารมณ์ในลำดับถัดจากอกุศลชวนจิตมักไม่มีเหตุ ถ้าเกิดขึ้นถัด
จากชวนจิตที่มีเหตุ ๒ ก็มักมีเหตุ ๒ หรือถ้าเกิดขึ้นถัดจากชวนจิตที่มีเหตุ ๓ ก็มักมีเหตุ ๓
ทั้งหมดนี้เป็นการกำหนดตทารมณ์โดยมาก
บุคคลใดมักสั่งสมกุศลชวนจิตที่มีเหตุ ๒ หรือมีเหตุ ๓ ครั้นอกุศลชวนจิตของ
เขาแล่นไปในบางขณะ ตทารมณ์ที่มีเหตุ ๒ หรือมีเหตุ ๓ ย่อมดำเนินไปในลำดับถัดจาก
อกุศลชวนะได้บ้าง แต่บุคคลใดสั่งสมอกุศลชวนจิตเสมอ ครั้นกุศลชวนจิตของเขาที่มีเหตุ
๒ หรือมีเหตุ ๓ แล่นไปในบางขณะ ตทารมณ์ไม่มีเหตุย่อมดำเนินไปในลำดับถัดจาก
กุศลชวนะได้บ้าง ดังพระพุทธวจนะในคัมภีร์ปัฏฐานว่า
อเหตุเก ขนฺเธ อนิจจโต ฯเปฯ โทมนสฺสํ อุปปชฺชติ. กุสลากุสเล นิรุุทฺธเร สเหตุโก
วิปาโก ตทารมุมตา อุปปชฺชติ. อเหตุโก วิปาโก ตทารมุมตา อุปปชฺชติ.๔๖
“บุคคลหยั่งรู้ขันธ์ที่ไม่มีเหตุโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ย่อมยินดี
พึงใจ เมื่อปรารภขันธ์ที่ไม่มีเหตุนั้น ราคะย่อมเกิดขึ้น ทิฏฐิย่อมเกิดขึ้น วิจิกิจฉาย่อมเกิด