Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ขึ้น ความฟุ้งซ่านย่อมเกิดขึ้น ความโทมนัสย่อมเกิดขึ้น เมื่อกุศลชวนจิตและอกุศลชวนจิตดับแล้ว วิปากจิตที่มีเหตุย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นตทารมณ์ วิปากจิตไม่มีเหตุย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นตทารมณ์”

ความจริงตทารัมมณจิตแม้เกิดขึ้นด้วยกรรมอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปฏิสนธิ ก็มีหลากหลายในวิถีต่างกัน จึงไม่ควรอ่าวถึงตทารัมมณจิตที่เกิดด้วยกรรมต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดวิบากในปวัตติกาล

คำว่า ตสุมา (เพราะเหตุนั้น) คือ เพราะไม่มีการเกิดโสมนัสในลำดับถัดจากโทมนัส

คำว่า โสมนสปปฏิสนธิกสฺส (บุคคลผู้ถือปฏิสนธิด้วยจิตที่ประกอบกับโสมนัสเวทนา) คือ บุคคลผู้ถือปฏิสนธิด้วยวิปากจิตดวงใดดวงหนึ่งในบรรดามหาวิปากจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสเวทนา ๔ ดวง

คำว่า ตทารุมณสมุภโว แปลว่า เหตุเกิดขึ้นของตทารัมมณจิต หรือ การเกิดขึ้นของตทารัมมณจิต

[ตามนัยแรก คำว่า สมุภว แปลว่า “เหตุเกิดขึ้น” ตามนัยหลัง แปลว่า “การเกิดขึ้น”]

คำว่า ย์ กิญจิ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) คือ ปริตตารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดารูปารมณ์เป็นต้นที่เป็นอิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์

คำว่า ปริจิตปุพพ์ (เคยสั่งสมมา) มีความหมายว่า เคยสั่งสมมาโดยมีการรับเอาอารมณ์เสมอในขณะก่อนจากขณะนั้นในภพนี้ ความหมายก็คือ เสพคุ้นอยู่เป็นนิตย์

คำว่า ปริตฺตารมฺณ (ปริตตารมณ์) คือ อารมณ์ที่เป็นปริตตธรรม [กามอารมณ์]

คำว่า อารพุก แปลว่า ปรารภ

คำว่า อุเปกขาสหคตสนตีรณ์ (สันตีรณจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนา) คือ สันตีรณจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนาอันเป็นกุศลวิบากในอิฏฐารมณ์ หรืออกุศลวิบากในอนิฏฐารมณ์ ในสันตีรณจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา ๒ ดวง

บุคคลผู้มีวิปากจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนา ๔ ดวงอื่นเกิดขึ้นเป็นนิตย์ แม้วิปากจิตของเขาก็ไม่ควรอ่าวว่าไม่ใช่ชาคันตุภภวังค์ ส่วนในคัมภีร์อรรถกถา ตามมติของ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka