ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระมหาธรรมรักขิตเถระกล่าวว่า
“อุเบกขาสันตีรณจิต ๒ ดวงไม่มีเหตุ ย่อมดำเนินไปตามสมควร แก่กุศลชวนจิต
เพราะตกไปในกระแสที่กำหนดโดยมาก”
ดังนั้น ในฐานะที่คัมภีร์อรรถกถาได้พิจารณมติของพระเถระในข้อความถัดไป
พระอรรถกถาจารย์จึงแสดงความไม่บริบูรณ์แห่งมติของพระเถระนั้นที่แสดงตทารมณ์อัน
ไม่มีเหตุในลำดับถัดจากอกุศลชวนจิตเท่านั้น แล้วกล่าวว่า
ยทา กุศลชวนานํ อนุตรนตุรา อกุศลํ ชวติ, ตทา กุศลาวสาเน อาจิณณสทิสเมว
อกุศลาวสาเน สเหตุุกํ ตทารมฺมณํ ยุตฺตํ.๔๗
“เมื่ออกุศลชวนจิตแล่นไปในระหว่างแห่งกุศลชวนจิต ตทารมมณจิต ที่มีเหตุย่อม
เกิดได้ในที่สุดของอกุศลจิตเหมือนตทารมณจิตที่สั่งสมไว้ในที่สุดของกุศลจิต”
และเมื่อตทารมณจิตเกิดขึ้นได้ แม้อาตั้นตุภภวังคจิตนี้ก็เกิดได้เช่นกัน ดังนั้น
วิปากจิตที่ประกอบกับอุเบกขา ๖ ดวงจึงเป็นอาคันตุกภวังค์ได้
ในเรื่องนี้ ลำดับแรก การเกิดขึ้นของตทารมณ์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ถือปฏิสนธิ
ด้วยจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนาแล้วยังโทมนัสให้เกิดขึ้นในอารมณ์ที่น่าพึงใจยิ่ง มี
พระพุทธคุณเป็นต้นที่แม้จะเป็นอติมหันตารมณ์หรืออตินิภูตารมณ์ ดังนั้น จึงตกภวังค์ไป
ในที่สุดของชวนจิตที่ประกอบกับโทมนัส แต่บุคคลผู้ถือปฏิสนธิด้วยโสมนัสเวทนา เมื่อยัง
โทมนัสให้เกิดขึ้นในอารมณ์ ๖ ทั้งหมดที่เป็นมหันตารมณ์และวิภูตารมณ์อันเป็นอิฏฐารมณ์
หรืออนิฏฐารมณ์ การเกิดขึ้นของตทารมณ์ย่อมไม่มี ทั้งการเกิดขึ้นของภวังคจิตดวงเดิมก็
หาไม่มี ด้วยเหตุนั้น วิปากจิตดวงหนึ่งในวิปากจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนา ๖ ดวง จึง
ดำเนินไปต่อจากชวนจิตที่ประกอบกับโทมนัสโดยความเป็นอาคันตุกภวังค์ตามสมควร เช่น
เดียวกันนี้ วิปากจิตดวงหนึ่งในวิปากจิตที่ประกอบกับอุเบกขาเวทนา ๖ ดวง ย่อมดำเนินไป
แก่ผู้ยังโทมนัสให้เกิดขึ้นในอารมณ์ ๖ มห็คตอมารณ์ หรือบัญญัติอารมณ์ ที่เป็นอารมณ์
อันน่าพึงใจยิ่ง อันเป็นอติมหันตารมณ์และอติวิภูตารมณ์มีพระพุทธคุณเป็นต้น