Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ส่วนเหตุในการที่ตทารัมมณจิตเหล่านั้นมีปริตตารมณ์เป็นอารมณ์แน่นอน ข้าพเจ้า
[พระฎีกาจารย์]ได้กล่าวไว้แล้ว (ดู ปริจเฉทที่ ๓ อาลัมพณสังคหะ ข้อ ๕๖)

(๑๔๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวเหตุว่า “เพราะไม่ใช่อารมณ์คุ้นเคย” ข้อความนั้น
ไม่สมควร เนื่องจากจิตย่อมเป็นไปในอารมณ์ที่ไม่คุ้นเคยเหมือนพระนิพพานได้ในเมื่อมี
กำลังแห่งความดำริหรือการเจริญภาวนาพิเศษที่บรรลุอัปปนาแล้ว

(๑๔๔) แม้ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีว่า “เพราะถูกกรรมที่เนื่องด้วย
กามตัณหาให้เกิดขึ้นบ้าง” ก็เป็นอันปฏิเสธไว้แล้ว ดังในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า กี วา
เอตาย ยุตุติจินตาย.๕ (อีกนัยหนึ่ง การดำริความชอบด้วยเหตุผลนั้นจะมีประโยชน์อะไร)
แล้วปฏิเสธเหตุทั้งหมด ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนี

อธิบายคาถาสรุป

๓๐. ครึ่งบาทคาถาแรกว่า กาเม ชวนสตฺตาลมฺพณาน์ นิยเม สติ (เมื่อมีการกำหนด
ชวนจิต สัตว์บุคคล และอารมณ์ที่เป็นไปในกามภูมิ) มีความหมายว่า เมื่อมีการกำหนด ๓
อย่างโดยจำแนกตามชวนจิต สัตว์บุคคล และอารมณ์ อันนับเข้าในกามภูมิ

ครึ่งบาทคาถาหลังว่า วิภูเตตมฺหนฺเต จ ตทารมุมณีรตำ (ท่านกล่าวตทารัมมณจิต
ในวิภูตารมณ์และอติมหันตารมณ์) แสดงการกำหนดว่า ตทารมณ์ย่อมเป็นไปในวิภูตารมณ์
หรืออติมหันตารมณ์ มิใช่แสดงการกำหนดว่า อารมณ์อันเป็นที่เกิดขึ้นขตตทารมณ์นี้ชื่อว่า
วิภูตารมณ์และอติมหันตารมณ์ ดังนั้น วิถีจิตที่เกิดแก่รูปพรหมผู้เกิดด้วยกรรมอันใหญ่หลวง
มีปสาทวัตถุชัดเจนดี จึงมีอารมณ์เป็นวิภูตารมณ์และอติมหันตารมณ์เสมอ

บางคนมิได้กำหนดข้อความนี้แล้วอ้างว่า “วิถีจิตที่เป็นวิภูตารมณ์และอติ-
มหันตารมณ์ ย่อมไม่เกิดในรูปภูมิและอรูปภูมิ”

อธิบายการกำหนดชวนจิต

๓๑. ในคำว่า ชวนเนสุ จ (อนึ่ง ในบรรดาชวนจิตทั้งหลาย) จ ศัพท์มีอรรถเหมือน
คำว่า ปน (อนึ่ง)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka