ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
หรืออภิญญา ชื่อว่า มรणाสันนชวนจิต (ชวนจิตใกล้เสียชีวิต) ที่ยิ่งหรือหย่อนกว่า ๕ คราว
ข้อความนี้จักปรากฏในเรื่องมรณุปปตติ (การเกิดขึ้นของมรณะ) ในปริจเฉทถัด
ไป [คือวิถีมุตตสังคหวิภาค]
๓๓. คำว่า ภควโต ปน ยมกปาฏิหาริยกาลาทีสุ (ในเวลาแสดงยมกปาฏิหาริย์
เป็นต้นของพระผู้มีพระภาค) นี้ มีความหมายว่า เวลาที่เป็นไปเร็วเช่นนี้แม้ของบุคคลอื่น
มีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น ก็จัดเข้าอยู่ด้วย อาทิ (เป็นต้น) ศัพท์ [ในคำว่า ยมก-
ปาฏิหาริยกาลาทีสุ = ยมกปาฏิหาริยกาล + อาทิสุ] ดังสารภกในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
อยํ ปน มตฺถกปตฺตาวสี ภควโต ยมกปาฏิหาริเย ลพฺภติ. อญฺเญสํ วา เอวรูเป
กาลเล.๕๑
“ความชำนาญอันบรรลุถึงที่สุดนี้ ย่อมมีในยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาค
หรือในเวลาเช่นนี้ของผู้อื่น”
พระอนุรุทธาจารย์แสดงข้อความด้วยพากย์ทั้งหมดว่า ปัจเวกขณจิต ๖ หรือ ๗
คราวย่อมเป็นไปแม้แก่พระผู้มีพระภาคในกาลอื่นยกเว้นเวลาที่เป็นไปอย่างรวดเร็วเหมือน
ยมกปาฏิหาริย์ จึงไม่ควรกล่าวถึงบุคคลอื่น [คือบุคคลอื่นย่อมเกิดปัจเวกขณจิต ๖ หรือ
๗ คราวเสมอ]
คำว่า จตฺตาริ วา ปญฺจ วา ปจฺจเวกขณจิตฺตตานิ ภวนฺติ (ปัจเวกขณจิตย่อมเกิด
๔ หรือ ๕ คราว) มีความหมายว่า ในเวลาปัจเวกขณจิตแม้ของพระผู้มีพระภาคเป็นไป
อย่างรวดเร็ว ปัจเวกขณจิต ๕ คราวย่อมเกิดขึ้น ส่วนในเวลาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งนัก
ปัจเวกขณจิตย่อมเกิด ๔ คราว แม้ข้อความนี้ก็สมควร
ส่วนในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ข้อความนี้ย่อมชอบด้วยเหตุผลว่า ‘ปัจเวกขณจิต
๔ คราวย่อมเกิดแก่พระผู้มีพระภาค ส่วนบุคคลอื่นเกิดปัจเวกขณจิต ๕ คราวบ้าง’
ในคำ[ของคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ]นั้น พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงยมก-
ปาฏิหาริย์ ได้ทรงเข้าฌานที่เป็นบาทในเตโชกสิณก่อน เพื่อให้ปาฏิหาริย์ ๒ อย่างๆ คือ