ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เพราะเหตุนั้น ถ้ารูปารมณ์ที่ล่วงขณะจิต ๑ ขณะปรากฏแก่จักขุประสาทแล้ว ลำดับนั้น เมื่อภวังคจิตไหวแล้ว ๒ ครั้ง[คือเกิดภวังคจิต ๒ ดวง] ปัญจทวาราวัชชนจิตที่พิจารณารูปารมณ์นั้น ย่อมเกิดขึ้นตัดกระแสภวังค์ แล้วดับไป
ต่อจากนั้น จิตทั้งหลายย่อมเกิดและดับไปตามลำดับ คือ จักขุวิญญาณที่เห็นรูปารมณ์นั้นต่อจากปัญจทวาราวัชชนจิตนั้น สัมปฏิจฉนจิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ สันตีรณจิตที่ทำหน้าที่ไตร่ตรองอารมณ์ โวฏฐัพพนจิตที่ทำหน้าที่กำหนดอารมณ์
ลำดับต่อจากนั้น ในบรรดากามาวจรชวนจิต ๒๙ ดวง ชวนจิตดวงใดดวงหนึ่งที่ได้รับเหตุปัจจัยย่อมแล่นไป ๗ ครั้ง [คือ ๗ ดวง] โดยมาก อนึ่ง วิปากจิตที่ทำหน้าที่ตทารัมณ์ ๒ ดวงที่ถัดตามชวนจิตมา ย่อมดำเนินไปตามสมควร ถัดจากนั้น การตกไปแห่งภวังคจิตย่อมมี
๑๑. ด้วยธรรมมีประมาณเท่านี้ วิถีจิตจึงมี ๑๔ ดวง ภวังคคละ ๒ ดวง และขณะแห่งจิตดวงหนึ่งที่ล่วงไปก่อนแล้ว[คืออดีตภวังค์] ดังนั้น ขณะจิต ๑๗ ขณะ[คือจิต ๑๗ ดวง]ย่อมบริบูรณ์ หลังจากนั้น อารมณ์ก็ดับไป อารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ชื่อว่า อติมหันตารมณ์ (อารมณ์ที่ปรากฏชัดทางปัญจทวารมากที่สุด)
๑๒. อารมณ์ที่ผ่านพ้นมาแล้วไม่เพียงพอที่จะตั้งอยู่ ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของตทารัมมณจิต ได้มาปรากฏแล้ว ชื่อว่า มหันตารมณ์ (อารมณ์ที่ปรากฏชัดทางปัญจทวารมาก) ในวิถีจิตของมหันตารมณ์นั้น มีการตกภวังค์ในที่สุดของชวนจิต ไม่มีการเกิดขึ้นของตทารัมมณจิต
๑๓. อารมณ์ที่ผ่านพ้นมาแล้วไม่เพียงพอที่จะตั้งอยู่ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของชวนจิต ได้มาปรากฏแล้ว ชื่อว่า ปริตตารมณ์ (อารมณ์ที่ปรากฏชัดทางปัญจทวารน้อย) ในวิถีจิตของปริตตารมณ์นั้น มีเพียงโวฏฐัพพนจิตเท่านั้นที่ดำเนินไป ๒-๓ ขณะ เพราะไม่มีชวนจิตเกิดขึ้น ถัดจากนั้น จึงตกภวังค์ไป
๑๔. อารมณ์ที่ผ่านพ้นมาแล้วไม่เพียงพอที่จะตั้งอยู่ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของโวฏฐัพพนจิต ได้มาปรากฏแล้วใกล้จะดับไป ชื่อว่า อติปริตตารมณ์ (อารมณ์ที่ปรากฏชัดทางปัญจทวารน้อยที่สุด) ในวิถีจิตของอติปริตตารมณ์นั้นมีเพียงการไหวแห่งภวังคจิตเท่านั้น ไม่มีการเกิดขึ้นของวิถีจิต