ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[ปฏิสนธิจิตที่มีเหตุ ๓ คือ มหาวิปากจิตที่ประกอบกับญาณ ๔ ส่วนวิปากจิต ๑๖ ดวงในปวัตติกาล คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘ และมหาวิปากจิต ๘]
๗๒. กุศลกรรมที่มีเหตุ ๓ อย่างอ่อน และที่มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยอด ย่อมให้ผลปฏิสนธิที่มีเหตุ ๒ แล้วก่อให้เกิดวิปากจิต ๑๒ ดวงยกเว้นที่มีเหตุ ๓ ในปวัตติกาล
[ปฏิสนธิจิตที่มีเหตุ ๒ คือ มหาวิปากจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ ๔ ส่วนวิปากจิต ๑๒ ดวงในปวัตติกาล คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘ และมหาวิปากจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ ๔]
๗๓. กุศลกรรมที่มีเหตุ ๒ อย่างอ่อน ย่อมให้ผลปฏิสนธิเป็นอเหตุจิต และก่อให้เกิดอเหตุวิปากจิตในปวัตติกาลเท่านั้น
[อเหตุจิต คือ อุเบกขาสันตีรณจิตที่เป็นกุศลวิบากจิต ส่วนอเหตุวิปากจิตในปวัตติกาล คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘]
๗๔. บางคนอ้างว่า “กุศลกรรมที่เป็นอสังขาริก ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิปากจิตที่เป็นสสังขาริก กุศลกรรมที่เป็นสสังขาริก ย่อมไม่ก่อให้เกิดวิปากจิตที่เป็นอสังขาริก”
บุคคลพึงแสดงวิปากจิต ๑๒ ดวง ๑๐ ดวง และ ๘ ดวง ตามมติท่านตามลำดับ โดยคล้อยตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ตามสมควร
[มหากุศลจิตที่ประกอบกับญาณ เป็นอสังขาริก มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยอด ก่อให้เกิดจิต ๑๒ ดวง คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘ และมหาวิปากจิต เป็นอสังขาริก ๔
มหากุศลจิตที่ประกอบกับญาณ เป็นอสังขาริก มีเหตุ ๓ อย่างยิ่งยอด ก่อให้เกิดจิต ๑๒ ดวง คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘ และมหาวิปากจิต เป็นสสังขาริก ๔
มหากุศลจิตที่ประกอบกับญาณ เป็นอสังขาริก มีเหตุ ๓ อย่างอ่อนและมหากุศลจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ เป็นอสังขาริก มีเหตุ ๒ อย่างยิ่งยอด ก่อให้เกิดจิต ๑๐ ดวง คือ อเหตุกุศลวิบากจิต ๘ และมหาวิปากจิตที่ไม่ประกอบกับญาณ เป็นสสังขาริก ๒]