Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อสญฺญสตฺตานํ เอโก มหาภูตํ ปฏิิจจ ตโย มหาภูตา.๔๔

“มหาภูตรูป ๓ ย่อมเกิดขึ้นแก่อสัญญาสัตว์โดยอาศัยมหาภูตรูปอย่างหนึ่ง”

โดยเหตุที่โผฏฐพพายตนะและโผฏฐพพธาตุถูกปฏิเสธไว้ในรูปภูมิ ดังนั้น แม้สภาวธรรมทั้งหมดจะเหมือนกันโดยความเป็นธรรม ในพระอภิธรรมปิฎกคือวิภังค์ กถาวัตถุ และยกได้ปฏิเสธกลิ่นเป็นต้นในรูปภูมิ โดยหมายเอาการไม่ได้รับชื่อว่ากลิ่น เพราะไม่มีหน้าที่เฉพาะที่ทำให้เรียกว่ากลิ่น รส โผฏฐพพะ และกพพีการหาร

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า “กลิ่นเป็นต้นเป็นผลสืบเนื่องของมหาภูตรูป จึงควรจัดเข้าในธัมมายตนะและธัมมธาตุ”

[คัมภีร์มูลฏีกาเห็นว่า พรหมไม่กินอาหารทิพย์เหมือนเทวดา แต่มีความปีติโสมนัสในฌานเป็นอาหาร จึงปฏิเสธกลิ่น รส และโอชา เพราะไม่มีหน้าที่ของกลิ่นเหล่านั้นในรูปพรหม ส่วนอาจารย์ทั้งหลายกล่าวตามมติของพระอรรถกถาจารย์ว่า มหาภูตรูปมีผลโดยตรงคือก่อให้เกิดรูปและอุปถัมภ์รูปที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งมีผลโดยอ้อมคือกลิ่น รส และโอชา เมื่อมีมหาภูตรูปก็ต้องมีกลิ่นที่เป็นผลสืบเนื่องอย่างแน่นอน เหมือนเมื่อมีไฟก็ต้องมีผลสืบเนื่องคือสี แสงสว่าง กลิ่น หรือควัน ไม่ว่าบุคคลจะต้องการหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นก็ต้องมีแน่นอน]

ในคำว่า ตีณิ ทสทานิ ชีวิตนวณฐ (ทสกะทั้ง ๓ กับชีวิตนวกะ) นี้ อาจกล่าวจำนวนรูปกลาปตามมติของอาจารย์อนันทเถระ[ในคัมภีร์มูลฏีกา เล่มที่ ๒ หน้า ๑๑๙-๑๒๐] ว่า สัตตกะ (กลุ่มรูป ๗ อย่าง) ๓ อย่างเช่นนี้คือ จักขุสัตตกะ โสตสัตตกะ และวัตถุสัตตกะ กับชีวิตฉักกะ (กลุ่มรูป ๖ อย่างที่มีชีวิตรูปเป็นประธาน)

คำว่า อติริจฺฉติ (ย่อมหลงเหลืออยู่) มีความหมายว่า เมื่อรูปที่ไม่เกิดขึ้นถูกเว้นเสียก่อน รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานยกเว้นสัททนวกะย่อมหลงเหลืออยู่ด้วยการเกิดขึ้นในอสัญญาสัตว์ภูมิ อีกนัยหนึ่ง คำนี้มีความหมายว่า ย่อมมีเกินกว่า[รูปที่ถูกยกเว้น]

ถามว่า : เหตุใดจึงไม่กล่าวชีวิตนวกะเป็นพิเศษไว้โดยเฉพาะในกามภูมิเหมือนในรูปภูมิ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka