ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ชีวิตนวกะนี้ตั้งอยู่ในฐานะทั้งสอง [คืออุปถัมภ์และรักษา] ย่อมตาม
รักษาสรีระทั้งหมด เพราะในรูปภูมิไม่มีสิ่งอุปถัมภ์รูปคืออาหารและชีวิตรูป[ในกายทสคะ
และภาวทสคะ]ที่แผ่ไปสู่สรีระทุกส่วนตามรักษาอยู่เสมอ ชีวิตนวกะจึงปรากฏชัดในรูปภูมิ
เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวถึงชีวิตนวกะไว้โดยเฉพาะ[ในรูปภูมิ] แต่ในกามภูมิ รูปอื่นที่
อุปถัมภ์และตามักษามีมากและปรากฏชัด ชีวิตนวกะไม่ปรากฏชัดมาก ท่านจึงไม่กล่าว
ไว้โดยเฉพาะ
ชีวิตนวกะนี้ปรากฏโดยความเป็นไฟธาตุย่อยอาหารที่กลืนกินเป็นต้น และเป็น
ไฟในกายที่เรียกว่าไออุ่นซึ่งเกิดจากไฟธาตุย่อยอาหารอันตามรักษาสรีระทั้งหมดซึ่งพระผู้มี
พระภาคตรัสถึงว่า
อายุ อุสฺมา จ วิญฺญาณํ ยทา กายํ ชหนฺติมํ
อุปวิทฺโส ตทา เสติ นิรตฺถํว กลิงฺครํ.๕
“อายุ (ชีวิตรูป) ไออุ่น (เตโชธาตุ) และวิญญาณ (ภวังคจิต)
สละร่างกายนี้เมื่อใด เมื่อนั้นร่างกายย่อมถูกทิ้งนอนอยู่เหมือนท่อนไม้
ไร้ค่า”
ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “อายุ” คือชีวิตรูปที่ดำรงอยู่ในไฟธาตุทั้งสองอย่าง
พระดำรัสว่า “ไออุ่น” คือไฟธาตุทั้งสองซึ่งเมื่อไม่สม่ำเสมอกันด้วยความมาก
หรือน้อย โรคนานาชนิดย่อมเกิดขึ้นในสรีระ ดังพระพุทธวจนะว่า พหุวาพาโถ โหติ พหุวา-
ตุงโก. วิสมเวปานิกิยา คหนิยา สมนุนาคโต โหติ อติอุณฺหาย อติสีตลาย๗ (เป็นผู้มีโรคมาก
มีอาพาธมาก กอปด้วยไฟธาตุย่อยอาหารไม่สม่ำเสมอซึ่งร้อนจัดบ้าง เย็นจัดบ้าง)
แต่เมื่อไฟธาตุสม่ำเสมอ เหล่าสัตว์ก็ปราศจากโรค ดังพระพุทธวจนะว่า สมเวปานิกิยา
คหนิยา สมนุนาคโต โหติ. นาติสีตาย นาจุปณฺหาย มชฺฌิมาย ปราณกุขมาย๗ (เป็นผู้ไม่มี
โรค ไม่มีอาพาธ กอปด้วยไฟธาตุย่อยอาหารสม่ำเสมอซึ่งมีสภาพปานกลาง ไม่เย็นจัด
ไม่ร้อนจัด ควรแก่ความเพียร)
บางคนสำคัญชีวิตนวกะว่าเป็นเพียงไฟธาตุย่อยอาหารที่กลืนกินเป็นต้นเท่านั้น