ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๕๘. ภาวทสกะมีสมุฏฐานคือกรรมที่มีความกำหนัดยินดีเป็นเหตุ พระอนุรุธทาจารย์ จึงกล่าวว่าภาวทสกะไม่มีในรูปภูมิที่เกิดจากการเจริญภาวนาซึ่งคลายความยินดีใน
กามราคะ
คำว่า อาหารชกลาปานิ จ น ลพฺภนฺติ (กับรูปลาปที่เกิดต่ออาหารย่อมไม่ปรากฏ)
มีความหมายว่า เพราะไม่มีอาหารที่กลืนกินเข้าไปสู่ภายใน อาหารภายในที่อยู่ในสรีระจึง
ก่อให้เกิดรูปไม่ได้
ส่วนอาจารย์อานันทเถระอธิบายว่า กลิ่น รส และโอชาไม่ปรากฏในรูปลาปที่
เกิดขึ้นในรูปภูมิ โดยอ้างพระดำรัสในคัมภีร์วิภังค์ว่า
รูปธาตุยา อุปปตฺติกขเณ ปญฺจายตนานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขายตนํ รูปายตนํ โสตายตนํ
มนายตนํ ธมฺมายตนํ.๙๑
“อายตนะ ๕ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ และธัมมายตนะ
ย่อมปรากฏในขณะปฏิสนธิในรูปภูมิ”
ปญฺจธาตุโย ปาตุภวนฺติ จกฺขุธาตุ รูปธาตุ โสตรธาตุ มโนวิญญาณธาตุ, ธมฺมธาตุ.๙๒
“ธาตุ ๕ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ โสตรธาตุ มนธาตุ และธรรมธาตุ ย่อมปรากฏ”
ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ ผสุสาหาโร, มโนสญเจตนาหาโร, วิญญาณาหาโร.๙๓
“อาหาร ๓ คือ ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ) มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือเจตนา)
และวิญญาณาหาร (อาหารคือจิต) ย่อมปรากฏ”
แม้ผฏฐัพพะในรูปภูมิจะมีปฎิเสธไว้ในพระบาลี แต่พระผู้มีพระภาคก็มิได้ปฏิเสธ
การเกิดขึ้นของมหาภูตรูปในรูปภูมิ เพราะมีหน้าที่อย่างอื่นอีก [คือความเป็นเหตุปัจจัยให้
รูปดำเนินไปได้] ส่วนกลิ่นเป็นต้นไม่มีหน้าที่อื่น[นอกจากความเป็นอารมณ์ของฆานประสาท
เป็นต้น] ซึ่งทำให้กลิ่นดำรงอยู่ในความเป็นสภาวธรรม การที่พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสถึง
กลิ่นเป็นต้นจึงแสดงว่าไม่มีในรูปภูมินั้น ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นของอาจารย์อานันทเถระ
อย่างไรก็ดี มหาภูตรูป ๔ ย่อมเกิดขึ้นในรูปภูมิได้ ดังพระพุทธวจนะเป็นต้นว่า