ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนึ่ง พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวไว้ในคัมภีร์นามรูปปริจเฉทว่า
“ชีวิตนวกะมีได้ในรูปภูมิอย่างเดียว”
[ข้อความนี้ไม่พบในคัมภีร์นามรูปปริจเฉท แต่ปรากฏในคัมภีร์ปรมัตถวินิจฉัย (ปริจเฉทที่ ๓
คาถา ๘๓๖) ที่พระอนุรุทธเถราจารย์แต่ง]
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคกล่าวว่า
เสเสสุ จตุมุสมฺฐานเนสุ อฏฺฐสุ ชีวิตนวกญฺเจว ตีณิ โอชฏฺฐมกานิ จาติ เตตฺตีส
เตตฺตีส รูปานิ ปากฏานิ โหนฺติ.๙๙
“รูป ๓๐ อย่าง คือ ชีวิตนวกะและอัฏฐกกลาปที่ประกอบด้วยโอชาซึ่งมี ๓ อย่าง
[รูปที่เกิดจากจิต อุตุ และอาหาร] ปรากฏชัดในกลุ่มรูป ๘ กลุ่มที่เกิดจากเหตุ ๔ ที่เหลือ
[จากไฟธาตุย่อยอาหารและลมหายใจเข้าออก]”
ในพากย์นั้น คำว่า “กลุ่มรูป ๘ กลุ่ม” คือ กลุ่มรูป ๘ กลุ่มอันได้แก่กลุ่มเตโชธาตุ
๓ กลุ่มยกเว้นไฟธาตุย่อยอาหารและลมหายใจเข้าออก กับทั้งกลุ่มวาโยธาตุ ๕ กลุ่ม
โดยประการดังนี้ ชีวิตนวกะมีอยู่ในสรีระทั้งหมด เพราะเกิดขึ้นในกลุ่มเตโชธาตุ
และวาโยธาตุที่ซึมซาบทั่วร่างกายในกามภูมิ
ถามว่า : เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงไม่กล่าวลำดับการดับของรูปกลาปในรูปภูมิ
เหมือนที่กล่าวไว้ในกามภูมิ
ตอบว่า : เพราะเหมือนกันนั่นเอง ลำดับการดับในรูปภูมิเป็นต้นว่า “แต่ในเวลา
เสียชีวิต กรรมชรูปย่อมไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ฐิติกาลของจิตดวงที่ ๑๗ ก่อนจุติจิต” ก็เหมือนกามภูมิ
แต่การดับของอาหารชรูปไม่มีในรูปภูมินี้ การทิ้งซากศพก็ไม่มีเหมือนกัน กระแสจิตตชรูป
ในรูปภูมินั้นจึงขาดไปในขณะหนึ่งที่มีจำนวนขณะจิต ๑๖ ขณะภายหลังจุติจิต ถัดจากนั้น
รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานที่สืบต่อกันมา ย่อมดำเนินไปชั่วขณะลัดนิ้วมือหนึ่งครั้งหรือสองสาม
ครั้งแล้วดับไป ซากศพของกระแสรูปที่ดำเนินไปอยู่เพียงชั่วขณะนี้น่อมไม่มี เพราะผู้เห็น