ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
รู้สึกว่าสรีระอันตรธานไปเพียงชั่วขณะหนึ่ง สภาพดังกล่าวมีในรูปภูมิอย่างใด ก็มีแก่เทวดา
ผู้อุปัติเกิดและโอปปาติกะเหล่าอื่นในกามภูมิอย่างนั้น เพราะสรีระของพวกเขามีกรรมชรูป
มากและเบา เนื่องจากมีสรีระที่เกิดจากกรรมอันบริบูรณ์โดยประการทั้งปวงในขณะปฏิสนธิ
ส่วนรูปอื่นดำรงอยู่ในกรรมชรูปแล้วดำเนินไป ดังนั้น เมื่อกรรมชรูปของพวกเขาดับไปใน
เวลาจุติ รูปดังกล่าวก็ขาดที่พึ่ง จึงสืบต่อกระแสขันธ์นานไม่ได้ เมื่อดำเนินไปเล็กน้อยแล้ว
ย่อมดับสิ้นไป การทิ้งซากศพของพวกเขาจึงไม่มี
(๒๐๘) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “รูปที่มีสมุฏฐาน ๓ [คือกรรม จิต และอุตุใน
รูปพรหม] และรูปที่มีสมุฏฐาน ๒ [คือกรรมและอุตุในอสัญญสัตว์พรหม] ของพรหมทั้งหมด
ย่อมดับร่วมกัน เพราะพรหมไม่มีที่ทิ้งซากศพในเวลาเสียชีวิต” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะ
หากเป็นตามนี้จิตที่ใกล้เสียชีวิตของรูปพรหมทั้งหมดก็ก่อให้เกิดรูปไม่ได้ ความจริงไม่ควร
กล่าวว่า รูปที่เกิดจากจิตใกล้เสียชีวิตได้ดับร่วมกับกรรมชรูป
อนึ่ง จิตในเวลาใกล้เสียชีวิตดำเนินไปเล็กน้อยแล้วดับลงหลังจากกรรมชรูปดับไป
ฉันใด อุตุชรูปก็ดำเนินไปเล็กน้อยแล้วดับลงหลังจากจิตตชรูปดับไป ฉันนั้น เมื่อรูปเหล่านั้น
ดำเนินไปอยู่ชั่วขณะเพียงนั้น การทิ้งซากศพย่อมมีไม่ได้
๒๑. ความแปรปรวนมีความเบาและความหนักเป็นต้นของจิตตชรูปและอุตุชรูป
ที่คล้อยตามจิตตชรูปย่อมมีแก่พรหมทั้งหลายตามสมควรแก่นิวรณ์ เพราะพรหมมีนิวรณ์
คือถีนมิทธะเป็นต้นอยู่ ฉะนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงถือเอาหุตารูปเป็นต้น ๓ อย่างแล้ว
กล่าวว่า เตวีส รูปิสุ (ในรูปภูมิมีรูป ๒๓)
พึงประกอบบทว่า รูป ๒๓ ที่ยกเว้นฆานประสาทเป็นต้น ๓ และภาวรูป ๒ รูป
เหล่านั้นที่ยกเว้นจักขุประสาท โสตประสาท สัททรูป และวิญญัตติรูป เป็นรูป ๑๗ อย่าง
ในออสัญญสัตวภูมิ
อาการหนักและเบาเป็นต้นของอสัญญสัตว์พรหม บัณฑิตพึงดำริ อีกนัยหนึ่ง
บัณฑิตไม่พึงดำริ เพราะความแปรปรวนของรูปธรรมมีเหตุมาก