ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า อุปปตฺติยํ (ในปฏิสนธิกาล) มีความหมายว่า ในขณะเกิดปฏิสนธิจิตของเหล่าสัตว์ผู้เป็นกามาวจร รูปาวจร และอสัญญาสัตว์ โดยแท้จริงแล้ว ขณะเกิดปฏิสนธิจิตนั่นแหละชื่อว่า ปฏิสนธิกาล
คำว่า ปวตฺเต ตุ (แต่ในปวัตติกาล) มีความหมายว่า แต่ในปวัตติกาลทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ฐิติขณะของปฏิสนธิจิต
คำว่า น กิญจิปิ น ลพฺภติ (ย่อมไม่มีรูปอะไรๆ ไม่ปรากฏ) มีความหมายว่า รูปทุกอย่างย่อมปรากฏโดยแท้ เพราะไม่มีข้อที่รูปเช่นนี้ไม่ปรากฏในปวัตติกาล แต่ปรากฏในปฏิสนธิกาลเท่านั้น
๖๒. เมื่อพระอนุรุธอาจารย์แสดงการประมวลจิต เจตสิก และรูปดังนี้แล้ว บัดนี้ จะประมวลนิพพานที่มาถึงตามลำดับ จึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า นิพพานํ ปน (ฝ่ายนิพพานที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นโลกุตตระ อันพระอริยะพึงเห็นแจ้งด้วยมรรคญาณทั้ง ๔ เป็นอารมณ์ของมรรคและผล เรียกว่า นิพพาน เพราะหลีกออกจากตัณหาที่เรียกว่าวนะ)
พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า ฝ่ายนิพพาน...ย่อมเรียกว่า นิพพาน
คำว่า โลกุตฺตรสงขาตํ แปลว่า ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นโลกุตตระ สมจริงดังสารึกว่า
กตเม ธมฺมา โลกุตฺตรา. จตุตาโร จ อริยมคฺคา จตุตาริ จ สามญฺญผลานิ อสงขตา จ ธาตุ, อิเม ธมฺมา โลกุตฺตรา.๙๙
“ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า โลกุตตระ อริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ อสังขตธาตุ ๑ ธรรมเหล่านี้ชื่อว่า โลกุตตระ”
ด้วยข้อความนั้น พระอนุรุธอาจารย์ห้ามความเป็นบัญญัติของนิพพาน เพราะบัญญัติที่เกิดจากการสมมุติของชาวโลกไม่ควรเป็นโลกุตตรธรรม
คำว่า จตุุมคฺุคญาเณน สจฺฉิกาตพฺพำ (อันพระอริยะพึงเห็นแจ้งด้วยมรรคญาณ