Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ทั้ง ๔) มีความหมายว่า อันพระอริยะผู้บรรลุมรรคญาณพึงเห็นแจ้ง คือพึงรู้ตลอดโดย
ประจักษ์ด้วยอริยมรรคญาณทั้ง ๔ เหมือนบุคคลผู้มีจักษุเห็นดวงจันทร์ด้วยจักษุได้

ในประโยคนั้น คำว่า จตุุมคุคญาเณน (ด้วยมรรคญาณทั้ง ๔) นี้ แสดงว่าปุถุชน
คนเขลาผู้เบือนหน้าจากทางปฏิบัติเช่นนั้น จะรับรู้นิพพานเป็นอารมณ์ไม่ได้ เหมือนคน
ตาบอดจะรู้เห็นดวงจันทร์ไม่ได้ และดวงจันทร์ก็มิใช่ไม่มีอยู่แต่เป็นเพราะคนตาบอดมอง
เห็นไม่ได้

คำว่า สจุฉิกาตพพำ (พึงเห็นแจ้ง) นี้ แสดงว่านิพพานมีอยู่โดยปรมัตถ์ เพราะ
สิ่งไม่มีจริงโดยปรมัตถ์จักประจักษ์แก่ใครโดยตรงได้หรือ

คำทั้งสองนั้น [คือ จตุุมคุคญาเณน สจุฉิกาตพพำ] แสดงว่าปุถุชนผู้ประพฤติดีมี
ปัญญาสามารถอนุมานรู้นิพพานได้ เพราะความเพียรเพื่อบรรลุนิพพานที่ตนอนุมานรู้ไม่ได้
ย่อมไม่มี การเห็นแจ้งพึงสำเร็จได้ด้วยความเพียรนั้น

เมื่อท่านแสดงว่านิพพานมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์แล้ว บัดนี้ ได้กล่าวว่า มคุค-
ผาลานมารมุผณฏ์ (เป็นอารมณ์ของมรรคและผล) เพื่อแสดงว่านิพพานมิใช่มีอยู่จริงเท่านั้น
แต่ยังมีเดชานุภาพมากอีกด้วย

ข้อความนั้นกล่าวว่าหน้าที่ของมรรคและผลย่อมสำเร็จไม่ได้โดยปราศจากนิพพาน
จึงแสดงว่านิพพานมีเดชานุภาพมาก อุปมาว่ามีพระราชาพระองค์หนึ่งมีพระบรมเดชานุภาพ
มาก และมีผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในหมู่บ้านใหญ่ภายในแว่นแคว้นของพระองค์และมีหัวหน้าโจร
อีกคนหนึ่งมีบริวารมาก ทั้งผู้ใหญ่บ้านและโจรก็พยายามประหารกันอยู่ ต่อมาผู้ใหญ่บ้าน
ไปสู่พระนครปรนนิบัติพระราชา ไม่นานนักเขาก็เป็นราชวัลลภคนสนิทและได้รับอำนาจอัน
ใหญ่หลวงจากพระองค์ หัวหน้าโจรได้ยินความนั้นแล้วดำริว่าถ้าเรายังอาศัยอยู่ในที่นี้ต่อไป
เราไม่มีชีวิตอยู่อีกเป็นแน่ จึงหนีเข้าป่าพร้อมกับบริวารของตน ฝ่ายผู้ใหญ่บ้านก็ไม่
ปล่อยให้เขาหนีพ้นไปได้ เมื่อจับตัวแล้วได้ประหารชีวิตเสีย ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น เพราะ
นิพพานเหมือนพระราชาผู้มีเดชมาก ญาณเหมือนผู้ใหญ่บ้าน โมหะเหมือนหัวหน้าโจร กิเลส
ที่เหลือเหมือนโจรบริวารญาณของปุถุชนเหมือนผู้ใหญ่บ้านเมื่อยังไม่ได้เข้าปรนนิบัติพระราชา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka