ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มรรคญาณเหมือนผู้ใหญ่บ้านเมื่อเข้าปรนนิบัติแล้ว
ตัณหาเมื่อเป็นไปอยู่ ย่อมห่อหุ้มธรรมมีขันธ์เป็นต้นอันต่างกันโดยความเป็นธรรมภายในและภายนอกเป็นต้น ดังพระพุทธวจนะว่า
อนฺโตชฏา พหิชฏา ชฏาย ชฏิตา ปชา.๑๑๖
“ตัณหาได้ห่อหุ้มภายใน ห่อหุ้มภายนอก เหล่าสัตว์ถูกตัณหาห่อหุ้มแล้ว”
ด้วยเหตุนี้ ตัณหาจึงได้ชื่อว่า วนะ เพราะมีสภาพเกี่ยวพันไว้เหมือนกิ่งไผ่ที่พุ่มไม้ไผ่ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วานสงขาตาย ตณฺหาย (ตัณหาที่เรียกว่า วนะ)
คำว่า นิกขุนตตตา แปลว่า เพราะหลีกออก หมายความว่า ล่วงพ้นความเป็นอารมณ์ของตัณหา
ด้วยคำนั้น พระอนุรุทธอาจารย์แสดงรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) นี้ว่า นิพพาน คือ สภาพหลีกออกจากตัณหา
๖๓. คำว่า สภาวโต (มีสภาพ) หมายความว่า มีลักษณะสงบ คือมีสภาพดับความเร่าร้อนในวัฏฏะ ๓ ที่เกิดภายใน [กิเลสวัฏ = วนเวียนกิเลส กรรมวัฏ = วนเวียนกรรม และวิปากวัฏ = วนเวียนวิบาก] กล่าวคือ สภาพไม่มีความเร่าร้อนเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
คำว่า เอกวิธิปิ (เป็นอย่างเดียว) มีความหมายว่า จิตที่มีสภาพเป็นอย่างเดียว ก็ต่างกันโดยองค์ธรรมด้วยการจำแนกเป็นชาติ ภูมิ และสัมปโยคนัยเป็นต้น พร้อมด้วยกาล เวลา ทิศ สถานที่ และบุคคลเป็นต้น เพราะมีสภาวะเกิดขึ้น[ตามชาติและภูมิเป็นต้น] แต่นิพพานมิใช่เช่นนั้น มีสภาพและองค์ธรรมไม่ต่างกัน จึงมีเพียงอย่างเดียว โดยแท้จริงแล้วนิพพานของบุคคลทั้งหมดคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพุทธสาวกที่ปรินิพพานในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในสงสารที่ไม่มีใครรู้เบื้องต้นนี้ เป็นอย่างเดียวกัน
ถามว่า : เหตุใดจึงเป็นอย่างเดียวกัน
ตอบว่า : เพราะเป็นสภาพที่กล่าวไม่ได้[ว่ามีสัณฐานเช่นนี้] ดังพระพุทธวจนะว่า
วิญญาณ์ อนิทสฺสนํ อนนฺตํ สพฺพโตปภํ.๑๑༧