Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อีกนัยหนึ่ง หมายความว่า เกิดขึ้นในทุกแห่ง คือ ไม่มีสถานที่ซึ่งปราศจากนิพพาน
จึงเรียกว่า สัพพโตปภะ โดยแท้จริงแล้วไม่อาจกล่าวว่า นิพพานย่อมไม่มีในทิศตะวันออก
เป็นต้น”

แม้นิพพานจะมีสภาพเป็นอย่างเดียว ก็กล่าวโดยปริยายว่ามี ๒ อย่าง] โดยจำแนก
ด้วยประเภทของธรรมที่ดับไป เพราะบุคคลย่อมรู้แจ้งนิพพานได้ชัดเจนโดยอาศัยธรรมที่
เกิดในภูมิ ๓ ซึ่งดับไป ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำที่ขึ้นต้นว่า สอุปาทิเสสา (แต่ก็จำแนกเป็น ๒
อย่างตามปริยายแห่งเหตุ คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)

ในพากย์นั้น คำว่า อุปาทิ คือ ธรรมที่ถูกตัณหาทิฏฐิยึดมั่น หมายถึง กองขันธ์
๕ ที่มีใจครอง

ขันธ์ ๕ ดังกล่าวเหลืออยู่จากกรรมและกิเลสที่ละได้บางส่วนหรือทั้งหมด จึงชื่อว่า
อุปาทิเสสะ

คำว่า สอุปาทิเสสะ คือ นิพพานธาตุที่มีขันธ์เหลืออยู่ในกระแสจิตในขณะบรรลุ

คำว่า นิพพานธาตุ คือ สภาพดับ

พึงกระทำทสมาสว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ สภาพดับที่มีขันธ์เหลืออยู่

คำว่า อุปาทิเสสะ คือ นิพพานธาตุไม่มีขันธ์เหลืออยู่ในกระแสจิตนั้นในขณะ
บรรลุ

พึงกระทำทสมาสว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คือ สภาพดับไม่มีขันธ์เหลืออยู่
ดังพระพุทธวจนะในคัมภีร์อิติวุตตกะเป็นต้นว่า

        เทุมา ภิกขเว นิพพานธาตุโย. กตมา เทว, สอุปาทิเสสา จ นิพพานธาตุ,
อนุปาทิเสสา จ นิพพานธาตุ.๑๐๖

        “ดูกรภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุมี ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือสอุปาทิเสส-
นิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

        บรรดานิพพานธาตุเหล่านั้น นิพพานธาตุอย่างแรกชื่อว่า ดับกิเลส อย่างหลัง
ชื่อว่า ดับขันธ์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka