ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เมื่อกิเลសยังมีอยู่ ปฏิสนธิขันธ์ย่อมเกิดขึ้น แต่ครั้นกิเลสไม่มี ปฏิสนธิขันธ์ก็
ย่อมไม่เกิดขึ้น ปฏิสนธิขันธ์จึงหมดสิ้นไปพร้อมด้วยความดับกิเลส ส่วนกระแสขันธ์ปัจจุบัน
ที่ดำเนินไปจนกระทั่งถึงจุติของพระขีณาสพ เป็นผลสืบเนื่องของกรรมและกิเลสในภพก่อน
ย่อมเกิดแก่สรรพสัตว์เป็นปกติ แม้กิเลสจะหมดสิ้นไป กระแสขันธ์ปัจจุบันก็ยังดำเนินไป
จนถึงจุติ ความดับขันธ์ในขณะจุติก็เป็นความดับโดยปกติ แต่การไม่เกิดภพใหม่ถัดจากจุติ
ได้เกิดร่วมกับความดับไปของกิเลส แม้การไม่เกิดภพใหม่ในภพต่อๆ มาในสงสารที่ไม่ปรากฏ
เบื้องต้นก็เกิดพร้อมกับความดับกิเลสนั่นเอง ทั้งหมดนี้คือนิพพานที่มีสภาพเป็นอย่างเดียว
พระผู้มีพระภาคตรัสประเภทไว้ด้วยการมีขันธ์เหลืออยู่หรือไม่ขันธ์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า ทุวิธ่ โหติ การณปริยายเน (แต่ก็จำแนกเป็น ๒ อย่างตามปริยายแห่งเหตุ) หมายความ
ว่า ตามปริยายแห่งเหตุในการกล่าวว่ามี ๒ อย่าง
๖๔. ธรรมดาว่าสังขตธรรมย่อมเบียดเบียนมหาชนอยู่เนืองนิตย์ด้วยปลิโพธ
นานัปการ ทำให้ไม่ได้รับความสงบสุข เพราะมีสภาพกังวลอยู่เสมอ เป็นบ่อเกิดของโทษ
ทั้งหมดคือกิเลสและชรามรณะเป็นต้นเพราะมีรูปร่างสัณฐาน และก่อให้เกิดทุกข์คือความ
อยากได้อันเป็นมูลเหตุของทุกข์ทุกอย่างเสมอ เพราะมีสภาพปรารถนา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว
คำที่ขึ้นต้นว่า สุญญต์ (เช่นเดียวกันนี้ นิพพานมี ๓ อย่างโดยจำแนกตามอาการ คือ
สุญญตนิพพาน อนิมิตตนิพพาน และอัปปณิหิตนิพพาน) เพื่อแสดงประเภท ๓ อย่างโดย
คุณธรรมที่ตรงกันข้ามกับสังขตธรรม
ในประโยคนั้น นิพพานชื่อว่า สุญญตะ เพราะว่างจากปลิโพธทั้งหมด หมายความว่า
เมื่อสักกายทิฏฐิมีอยู่ ปลิโพธคืออกุศลกรรม ทุกข์ในอบาย และกุศลกรรมของบัณฑิตที่
รักษาตนให้พ้นจากอกุศลกรรมและทุกข์ในอบายย่อมปรากฏ ความดับสักกายทิฏฐิจึงอาจดับ
ปลิโพธที่มีสักกายทิฏฐิเป็นมูลเหตุทั้งหมดได้ ไม่มีธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดับได้ยกเว้น
ธรรมดังกล่าว ความดับนั้นจึงว่างจากปลิโพธ เช่นเดียวกันนี้ ควรกล่าวคำเป็นต้นว่า ความ
หมดสิ้นราคะอาจดับปลิโพธที่มีราคะเป็นมูลเหตุได้ ไม่มีธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดับได้
ยกเว้นธรรมดังกล่าว ความหมดสิ้นโทสะอาจดับปลิโพธที่มีโทสะเป็นมูลเหตุได้ ไม่มีธรรม