ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ด้วยตัณหาหรือฉันทะที่เรียกว่าความอยาก เพราะมีสภาพละความกระหายได้ นิพพานจึง
ไม่มีความปรารถนา จึงชื่อว่า อัปปณิหิตะ (ไม่มีความปรารถนา)
ในเรื่องนี้ สุขมี ๒ อย่าง คือ สุขจากการเสวยอารมณ์ และสุขจากความสงบ
สุขจากการเสวยอารมณ์ คือ สุขที่เป็นความโสมนัสยินดีเพราะได้เสวยสมบัติของ
มนุษย์ เทวดา หรือพรหม แต่สุขนั้นเสื่อมสลายไปเหมือนสายฟ้าแลบที่เกิดชั่วขณะ สมบัติ
ทั้งหลายก็ไม่เที่ยงแท้ เป็นสิ่งเพิ่มพูนทุกข์คือความอยากไม่มีที่สิ้นสุด สุขจากการเสวย
อารมณ์ทุกอย่างจึงเป็นทุกข์ เพราะก่อให้เกิดทุกข์คือความอยาก ดังพระพุทธวจนะว่า
ยํ กิญจิ เวทิตํ, สพฺพํ ตํ ทุกฺขสฺมึ.๑๓๑
“การเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ การเสวยอารมณ์ทั้งหมดนั้นเป็นทุกข์”
เมื่อพระอุทยีถามพระธรรมเสนาบดีว่า
“ผู้มีอายุสาริบุตร ความสุขในนิพพานเป็นไฉน เพราะการเสวย
อารมณ์ไม่มีอยู่ในนิพพานนี้”
พระธรรมเสนาบดีตอบว่า
เอตเทวตฺถ อาวุโส นิพฺพานเน สุขํ, ยเทตฺถ เวทิตํ นตฺถิ.๑๓๒
“ผู้มีอายุ การไม่มีสภาพเสวยอารมณ์ในนิพพานนี้ คือความสุขในนิพพาน”
สุขจากความสงบ คือ สุขจากความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ในอบายเป็นต้น
ที่เคยเกิดมาแล้วในตนหรือจะเกิดต่อไป โดยอาศัยความเพียรชอบของตน สุขดังกล่าวเป็นสุข
แท้ไม่หวั่นไหว เพราะเมื่อสุขนี้ไม่เกิดขึ้นภัยในนรกอเวจีเป็นต้นชื่อว่าปรากฏเฉพาะหน้าแก่
ปุถุชนผู้เสวยสมบัติของมนุษย์ เทวดา และพรหมอยู่ เพราะเป็นสภาพที่ต้องประสบแน่นอน
คำว่า อัปปณิหิต (ไม่มีความปรารถนา) ซึ่งแสดงสุขที่เกิดจากความสงบจากทุกข์คือความ
อยากอันเป็นมูลเหตุุของสุขที่เกิดจากการเสวยอารมณ์ทั้งหมด จึงเป็นคำแสดงคุณลักษณะ
อย่างหนึ่งอันใหญ่หลวงของนิพพาน