ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า อาการเภทน (โดยจำแนกตามอาการ) มีความหมายว่า โดยจำแนกตาม
หมู่คุณมีความว่างจากปลิโพธเป็นต้น ๓ อย่าง
ความดับกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในกระแสจิตในสงสารที่ไม่ปรากฏเบื้องต้นภายใน
ตนเมื่อเวลาเกิดมรรค เป็นสภาวะธรรมที่เรียกว่าธรรมายตนะหรือธรรมธาตุอย่างหนึ่งกล่าวคือ
สภาวะดับสิ้น เพราะปรากฏ[แก่พระอริย]โดยความดับ เนื่องจากนิพพานมิใช่สมมุติบัญญัติ
เนื่องด้วยรับรู้ได้ด้วยหมู่นามธรรมและญาณโดยตรง โดยแท้จริงแล้ว การรู้แจ้งนิพพานมี
๒ ลักษณะ คือรู้แจ้งด้วยหมู่นามธรรม และรู้แจ้งด้วยญาณ ดังพระพุทธวจนะว่า
ฉนฺทชาโต อุสฺสหติ. อุสฺสหิตฺวา ตุเลติ. ตุยิตฺวา ปทหติ. ปหิตฺโต สมาโน กาเยน
เจว ปรมตฺตสจุจ สจฺฉิกโรติ. ปญฺญาย จ ต์ ปฏิวิชฌม ปสฺสตี.๑๒
“บุคคลผู้เกิดฉันทะแล้วย่อมอุสาหะ เมื่ออุสาหะย่อมใคร่ครวญ เมื่อใคร่ครวญ
ย่อมพากเพียร เมื่อมีใจส่งไป[สู่นิพพาน]แล้ว ย่อมรู้แจ้งปรมัตถสัจจะ[คือนิพพาน]ด้วยหมู่
นามธรรม และรู้ตลอดปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา”
ในพระบาลีนั้น การรู้แจ้งด้วยหมู่นามธรรม คือ ความดับกิเลสที่เผาผลาญกระแส
จิตเสมอมาในสงสารที่ไม่ปรากฏเบื้องต้นภายในตนเมื่อเวลาเกิดมรรค
การรู้แจ้งด้วยญาณ คือ การรู้ตลอดความดับนั้นในตน กล่าวคือรู้ว่ากิเลสของเรา
ดับแล้วในเมื่อรู้แจ้งด้วยหมู่นามธรรมแล้วพิจารณาอยู่
การรู้แจ้งด้วยหมู่นามธรรมย่อมกำจัดทุกข์ในวัฏฏะอันไม่มีประมาณไม่มีที่สุด
ส่วนการรู้แจ้งด้วยญาณย่อมก่อให้เกิดความปีติโสมนัสอันใหญ่หลวง การรู้แจ้งเช่นนี้ไม่มี
ในสมมุติบัญญัติ แต่คนเขลาย่อมสำคัญว่าความดับสิ้นนั้นว่างเปล่าไม่มีประโยชน์ เพราะมี
สภาพว่าง และสำคัญว่าไม่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ เพราะปราศจากสัณฐาน ชนผู้ตกอยู่ในอำนาจ
ของตัณหาย่อมสำคัญผิด คิดว่าความดับนั้นไม่มีสุขใดๆ เพราะไม่มีสภาพปรารถนา
บางคนอ้างว่า “ความดับที่กล่าวแล้วนี้ไม่ควรชื่อว่า นิพพาน เพราะความดับนั้น
เป็นเพียงความไม่มีเหมือนสมมุติบัญญัติ ทั้งนิพพานก็เป็นที่ตั้งแห่งคุณลักษณะอันไม่มี