ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ไม่มี[หทัย]วัตถุ อันกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ปรุงแต่งที่แวดล้อมด้วยอวิชชานุสัยซึ่งมีตัณหานุสัยเป็นรากเหง้า ก่อให้เกิดขึ้นตามสมควร อันสัมปยุตธรรมเข้าประสม เป็นประธานโดยความเป็นที่ตั้งแห่งธรรม[คือรูปธรรมกับนามธรรม]ที่เกิดร่วมกัน เมื่อเกิดขึ้นอยู่ย่อมดำรงอยู่ในภพต่อไปด้วยอำนาจแห่งการสืบต่อภพอื่น
๙๒. อนึ่ง ในเรื่องนี้ ชวนจิต ๕ ดวงที่เป็นไปอย่างช้าๆ เป็นสิ่งพึงหวังได้ในมรณาสันนวิถีจิต ดังนั้น ถ้าการตายในขณะที่อารมณ์ปัจจุบันเข้ามาสู่คลอง[แห่งทวาร]แล้วยังดำรงอยู่ ในขณะนั้น ปฏิสนธิจิตและภวังคจิตจะได้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน เพราะเหตุนั้น อารมณ์ที่กามาวจรปฏิสนธิจิตรับมาทางทวารทั้ง ๖ ที่เป็นกรรมนิมิตหรือคตินิมิต ที่เป็นปัจจุบันหรืออดีต ย่อมเกิดขึ้น ส่วนกรรมเป็นอดีตเท่านั้น ทั้งกรรมนั้นก็เป็นกรรมที่รับมาทางมโนทวาร อารมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นปริตตธรรม (กามาวจรธรรม) เท่านั้น
๙๓. ส่วนกรรมนิมิตที่เป็นบัญญัติ เป็นอารมณ์ของรูปาวจรปฏิสนธิ
๙๔. เช่นเดียวกันนี้ กรรมนิมิตที่เป็นมหัคคตธรรมและบัญญัติ เป็นอารมณ์ของอรูปาวจรปฏิสนธิได้ตามสมควร
๙๕. ส่วนชีวิตนวกกลาป (กลุ่มรูป ๙ อย่างที่ประกอบด้วยชีวิตรูป) ย่อมตั้งอยู่โดยความเป็นปฏิสนธิของพรหมชั้นอสัญญสัตว์ ดังนั้น พรหมชั้นอสัญญสัตว์เหล่านั้น จึงชื่อว่า ผู้มีรูปเป็นปฏิสนธิ
[พรหมชั้นอสัญญสัตว์ไม่มีจิต ผู้ที่ไปอุบัติจะปรากฏเป็นรูปเฉยๆ]
๙๖. อรูปพรหมชื่อว่า เป็นผู้มีนามเป็นปฏิสนธิ
๙๗. สัตว์ที่เหลือชื่อว่า ผู้มีทั้งรูปและนามเป็นปฏิสนธิ
๙๘. อรูปปฏิสนธิยกเว้นอรูปปฏิสนธิชั้นต่ำ ย่อมมีได้ต่อจากอรูปจุติจิต เช่นเดียวกันนี้ กามาวจรปฏิสนธิที่มีเหตุ ๓ ก็ย่อมมีได้ต่อจากอรูปจุตินั้น