ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในพระบาลีนั้น ความไม่เกิด เรียกว่า อชาตะ หมายความว่า ความหมดสิ้นแห่งความเกิด
ความไม่เป็น เรียกว่า อภูตะ หมายความว่า สภาพที่ไม่เป็นอยู่
การไม่กระทำ เรียกว่า อกตะ
การไม่ปรุงแต่ง เรียกว่า อสังขตะ หมายความว่า ความไม่มีสังขารทุกข์เพื่อทำให้เกิดขึ้นหรือดำเนินไป
อีกนัยหนึ่ง ความหมดสิ้นแห่งความเกิดเป็นธรรมธาตุอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อหมายเอาความเป็นธรรมพิเศษเฉพาะ จึงมีความหมายว่า ธรรมไม่มีความเกิด เรียกว่า อชาตะ ความหมายก็คือ สังขตธรรมย่อมเกิดขึ้นในเมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อมมูล ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้นไม่ได้ ความไม่เกิดขึ้นของสังขตธรรมจึงมีอยู่เหมือนความเกิดขึ้น กล่าวคือมีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ ถ้าความไม่เกิดขึ้นไม่มีจริง มีเพียงความเกิดขึ้น หากเป็นตามนี้ เมื่อบุคคลปฏิบัติชอบเพื่อไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นในตน กิเลสทั้งหมดก็พึงเกิดได้เป็นแน่ แม้ทุจริตธรรมทั้งหมด ทุกข์ในวัฏฏะและในอบาย รวมทั้งโรคภัยและอุปัทวะในปัจจุบันภพ ก็มีนัยเดียวกัน หากเป็นตามนี้ ความบากบั่นไม่ท้อถอยทุกประการของผู้บำเพ็ญเพียรในโลกก็หาประโยชน์มิได้ ดังพระพุทธดำรัสว่า
อถถิ, ภิกขเว อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงขตํ. โน เจตํ, ภิกขเว, อภิสุนส อชาตํ อภูตํ อกตํ อสงขตํ, นยิธ ชาตสส ภูตสส กตสส สงขตสส นิสฺสรณํ ปญฺญาเยถ.๑๑๖
“ถ้าธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว ไม่มีเหตุปัจจัยกระทำแล้ว ไม่ถูกปรุงแต่งแล้ว จักไม่มี ความหลุดพ้นจากธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีเหตุปัจจัยกระทำแล้ว ถูกปรุงแต่งแล้วนี้ จะไม่พึงปรากฏ”
อนึ่ง ภาวะที่ไม่เกิดขึ้นมีอยู่ได้แน่นอน กิเลเหล่านี้จึงไม่เกิดแก่ผู้ปฏิบัติชอบ เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสในตน หากเป็นตามนี้ ความบากบั่นไม่ท้อถอยทุกประการของผู้ปฏิบัติชอบจึงมีประโยชน์ ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้เพื่อระบุข้อความนี้ว่า