ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระพุทธองค์ทรงหมายถึงความดับอย่างหลังในที่นี้ เนื่องจากความดับเช่นนี้ชื่อว่า
สุญญตะ เพราะว่างจากปลิโพธทั้งหมด ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะปราศจากสัณฐานอันเป็น
บ่อเกิดของกิเลสและชรามรณะเป็นต้น ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีทุกข์คือความอยาก
อันเป็นมูลเหตุของทุกข์ทั้งหมด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญญตํ อนิมิตฺตํ อปปณิหิตญฺเจติ
ติวิธํ โหติ (นิพพานมี ๓ อย่างโดยจำแนกตามอาการ คือ สุญญตนิพพาน อนิมิตตนิพพาน
และอัปปณิหิตนิพพาน)
๖๕. คำว่า ปทํ เป็นต้น เป็นคำไวพจน์ของนิพพาน
นิพพานชื่อว่า ปทะ (ธรรมที่ไม่ระคนกับสังขาร) เพราะเป็นปรมัตถธรรมอย่างหนึ่ง
ที่มีเฉพาะล้วนๆ ไม่ระคน[กับสังขาร] โดยแท้จริงแล้ว คำว่า ปท มีความหมายว่า “ส่วน
ไม่ระคน” เหมือนคำว่า ปทโส ธมฺมํ วาเจยุย๑๒๐ (พึงสอนธรรมเป็นส่วนๆ)
นิพพานชื่อว่า อัจจุตะ เพราะมีสภาพไม่คลาดเคลื่อน
ชื่อว่า อัจจันตะ เพราะล่วงพ้นส่วนแรก [ความเกิด] และส่วนหลัง [ความดับ]
ชื่อว่า อสังขตะ เพราะไม่มีการปรุงแต่ง
ชื่อว่า อนุตตระ เพราะปราศจากธรรมใดๆ ที่ยิ่งกว่าตน
คำว่า วานมุตฺตา แปลว่า ผู้พ้นแล้วจากตัณหา
คำว่า มเหสี คือ ผู้แสวงหาธรรมมีหมู่ศีลเป็นต้นอันยิ่งใหญ่ หมายถึง พระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย
จบการแสดงข้อความปรมัตถ์แห่งการประมวลรูปและนิพพาน
ในคัมภีร์ชื่อปรมัตถทีปนีอันเป็นอรรถกถาฉบับที่ ๔ ของคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ
ด้วยประการฉะนี้