Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในคาถานี้ คำว่า ทฺวาสตฺตติวิธา สลุกฺขณา วตฺถุธมฺมา (ข้าพเจ้าได้กล่าวสภาวธรรมซึ่งมี ๗๒ ประการ) ไม่พบว่ามีประโยชน์ เพราะธรรม ๗๒ ประการนั้น ธรรมบางประการมีอยู่ในการประมวล ๓ หมวดแรก และอนิปผันนรูปก็กล่าวไว้ในสัพพสังคหะ (ประมวลธรรมทั้งหมด) อันเป็นหมวดสุดท้าย

[พระฎีกาจารย์เห็นว่าคำว่า ทฺวาสตฺตติวิธา วุตฺตา วตฺถุธมฺมา (ข้าพเจ้าได้กล่าวสภาวธรรมซึ่งมี ๗๒ ประการ) ไม่มีประโยชน์ในที่นี้ เพราะพระอนุรุทธอาจารย์จะกล่าวถึงอนิปผันนรูป ๑๐ ไว้ในสัพพสังคหะ เนื่องจากอนิปผันนรูปก็นับเข้าในขันธ์ อายตนะ ธาตุ และสัจจะได้เหมือนนิปผันนรูป]

ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์] ควรกล่าวเหตุในการปฏิเสธความเป็นสภาวธรรมของอนิปผันนรูปด้วยคำว่า วตฺถุธมฺมา สลุกฺขณา (สภาวธรรมพร้อมทั้งลักษณะ) ในที่นี้ แต่ได้กล่าวถึงเหตุนั้นไว้ในการแสดงรูปโดยย่อแล้ว

อธิบายการประมวลหัวข้อธรรม

๒. อกุศลสังคหะ (ประมวลอกุศล) คือ การประมวลอาสวะ ๔ ประเภทเป็นต้นที่มีประเภทเป็นอกุศลแน่นอน หาใช่การประมวลจิตและผัสสะเป็นต้นที่เป็นอกุศลเพราะเกิดร่วมกับอกุศล

มิสสกสังคหะ (ประมวลธรรมผสม) คือ การประมวลธรรมที่เจือกับกุศล อกุศล และอัพยากฤต

ญาณในมรรคทั้ง ๔ ชื่อว่า โพธิ โดยมีรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ดังนี้ คือ

คำว่า โพธิ คือ ธรรมทำให้รู้แจ้ง

คำว่า โพธิปักขะ คือ ฝ่ายแห่งญาณ หมายความว่า องค์ประกอบของญาณ

คำว่า โพธิปักขิยะ คือ ธรรมที่เกิดขึ้นคือนับเข้าในฝ่ายแห่งญาณ

โพธิปักขิยสังคหะ (ประมวลธรรมฝ่ายตรัสรู้) คือ การประมวลธรรมในฝ่ายแห่งญาณ

สัพพสังคหะ (ประมวลธรรมทั้งหมด) คือ การประมวลปรมัตถธรรมทั้งหมดคือไม่มีเหลือ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka