ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๓. อาสวะ คือ กิเลสที่มีสภาพคล้ายของหมักดอง ได้แก่ ความโลภ เป็นต้น เนื่องจากถูกหมักดองมาช้านานและเป็นเหตุแห่งความเมา ถ้ารุราเป็นต้นพึงชื่อว่า อาสวะ (ของหมักดอง) ด้วยเหตุดังกล่าว ความโลภเป็นต้นก็ควรชื่อว่าอาสวะโดยแท้ โดยความพิสดารดังนี้ น้ำดองที่ทำจากดอกไม้เป็นต้นในโลกย่อมถูกหมักดองไว้ในหม้อห้าหกคืน หรือเจ็ดแปดคืน ทั้งดอกเองก็ทำให้หม้อได้รับกลิ่นหมักดอง ความโลภเป็นต้นก็หมักดองในกระแสจิตของเหล่าสัตว์ในสงสารที่ไม่ปรากฏเบื้องต้น และทำให้กระแสจิตของเหล่าสัตว์ถูกหมักดองไว้ กระแสจิตของเหล่าสัตว์ทั้งหมดเต็มเปี่ยมด้วยอาสวะเสมอ ดังพุทธวจนะเป็นต้นว่า
จกฺขุ โลเกปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสนา ตณฺหา อุปปชฺชมานา อุปปชฺชติ. เอตฺถ นิวีสมานานิวีสตี.*
“จักขุเป็นที่รักน่าชอบใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ย่อมเกิดในจักขุนี้ เมื่อจะดำรง ย่อมดำรงอยู่ในจักขุนี้”
พระบาลีนั้นมีความหมายว่า ตัณหาเมื่อจะเกิดโดยความเป็นปริยุฏฐานกิเลส ย่อมเกิดในจักขุนี้ เมื่อดำรงอยู่โดยหมักดองด้วยความเป็นอนุสัยกิเลสหลังจากเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดำรงอยู่ในจักขุนี้
ตราบหายยังไม่มีการชำระให้หมดจดด้วยอริยมรรค อาสวกิเลสย่อมดำเนินไปโดยทำให้ชำระกระแสจิตได้ยากเหมือนดั่งหลุมคูถ น้ำดองที่ทำจากดอกไม้เป็นต้นก่อให้เกิดความเมาได้ชั่วขณะ แต่ความโลภเป็นต้นนี้ก็ก่อให้เกิดความมัวเมาเสมอตลอดกาลที่ยังไม่บรรลุอริยมรรค จึงชื่อว่า อาสวะ เพราะมีสภาพหมักดองมาช้านาน และก่อให้เกิดความมัวเมา
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อาสวะ เพราะคล้ายน้ำหนอง เนื่องจากมีสภาพไหลออก เปรียบเสมือนน้ำหนองย่อมไหลออกจากรูแผลใหญ่ของคนโรคเรื้อน ทำให้เสื้อผ้าสกปรก ฉันใด ความโลภเป็นต้นนี้ก็ไหลอกจากทวารทั้ง ๖ ทำให้เกิดอารมณ์ ๖ อย่างที่สกปรก [คือมีอาสวะเกิดร่วม] ฉันนั้น