ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ที่เป็นไปโดยแผ่ไปตลอดกิริยาเหมือนคำว่า ‘เกียรติศัพท์ฟุ้งขจรจนถึงภวัคคภูมิ” ข้อความนั้น
ไม่สมควร เพราะภวัคคภูมิที่เป็นเขตแดนย่อมไม่แผ่ไปสู่กิริยาการฟุ้งขจรของเกียรติศัพท์
ที่แผ่ไปตลอดโลกสาม ทั้งเนื้อความที่เป็นเขตแดนก็ไม่สมควรที่จะปรากฏโดยกระทำกิริยา
ให้เป็นภายนอกหรือภายใน แต่กิริยาเท่านั้นสมควรที่จะปรากฏโดยกระทำกิริยาไว้ภายนอก
หรือภายในเขตแดน ดังคัมภีร์มูลฎีกากล่าวว่า
ทุวิโธ หิ อวธิ อภิวิธวิสโย อนภิวิธวิสโย จ. อภิวิธิวิสย่ กิริยาพุยาเปตวา ปวตฺตติ,
อาภวคุคา ภควโต ยโส คโตติ. อิตร์ พหิกตฺวา, อาปาตลิปุตฺตา วุฏโฐ เทโว.๒
“เขตแดนมี ๒ อย่าง คือ อภิวิธิวิสัย (เขตแดนแผ่ไปตลอด) และอนภิวิธิวิสัย
(เขตแดนไม่แผ่ไปตลอด) หมายถึง กิริยาย่อมปรากฏไปทั่วเขตแดนที่แผ่ไปถึงโดยตลอด
เหมือนคำว่า ‘เกียรติศัพท์ของพระผู้มีพระภาคฟุ้งไปจนถึงภวัคคภูมิ’ และกิริยาย่อมปรากฏ
โดยกระทำเขตแดนอื่น[คือเขตแดนที่ไม่แผ่ไปตลอด]ให้เป็นภายนอก เช่นคำว่า ‘ฝนตก
จรดนครปาฏลีบุตร’ [โดยลำดับ]
กาม คือ สภาพยินดีพอใจ
กามาสวะ หมายถึง อาสวะคือสภาพยินดีพอใจนั้นนั่นแหละ
อีกนัยหนึ่ง กาม คือ สภาพที่เป็นยินดีของกามตัณหาหยาบ หมายถึง กามาวจร-
ธรรมทั้งหมดที่แสดงไว้โดยความมีกามคุณ ๕ ประการเป็นหลัก แต่ในที่นี้ ชื่อว่า กาม
หมายเอาตัณหาที่มีกามคุณเป็นอารมณ์
กามาสวะ หมายถึง อาสวะคือความพอใจวัตถุกามนั้นนั่นแหละ ได้แก่ ความพอใจ
ที่ปรากฏพร้อมด้วยความเพลิดเพลินยินดีในกามาวจรธรรม
พระอนุรุทธเถระได้หมายเอาความหมายหลังนี้ เพราะกล่าวไว้ว่า กามภาวนาเมน
ตพฺพตฺถุกกานา ตณฺหา อธิปเปตา (พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาตัณหาซึ่งมีวัตถุกามและภพนั้น
เป็นที่ตั้งโดยให้ชื่อว่ากามะและภพ)