Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[คำว่า กาม มีความหมาย ๒ ประการ คือ
- สภาพยินดีพอใจ หมายถึง กิเลสกาม คือโลภเจตสิก = กาเมติ อิจฉตีติ กาโม (ลง ณ ปัจจัยในกัตตุสารนะ)
- สภาพเป็นที่ยินดีของกามตัณหาหยาบ หมายถึง วัตถุกามคือกามาวจรธรรม = กามีย์ติ โอฬาริเกน กาเมน อิจฉียตีติ กาโม (ลง ณ ปัจจัยในกรรมสารนะ)]

(๒๑๐) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวถึงความหมายแรกไว้อย่างเดียวนั้นไม่สมควร เพราะมิได้กล่าวความหมายที่พึงประสงค์ในที่นี้ให้เป็นไปตามความเห็นของพระอนุรุทธอาจารย์

คำว่า ภวสโว มีความหมายว่า ภพมี ๒ ประเภท คือ กรรมภพ (ภพือกรรม) และอุปปัติภพ (ภพคือที่เกิด)

กรรมภพ หมายถึง มหัคคตกุศลกรรม
อุปปัติภพ หมายถึง วิบากธรรมอันเกิดจากมหัคคตกุศล
คำว่า ภว (ภพ) ในที่นี้หมายเอาตัณหาที่มีภพนั้นเป็นอารมณ์
คำว่า ภวาสวะ หมายถึง อาสวะคือภพนั้นแหละ ได้แก่ รูปราคะและอรูปราคะ (ความพอใจในรูปฌานและอรูปฌาน) ที่ปรากฏด้วยความชอบใจในภพทั้งสอง

(๒๑๑) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ความพอใจที่เกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ นับเข้าในคำว่า ภวาสวะ นี้” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะในอรรถกถากันต์[ของคัมภีร์ธรรมสังคณี] กล่าวว่า “ภวาสโว จตุสุ ทิฏฐิกตวิปยุตตโลภสหคเตสุ จิตตุปปาเทสุ อุปปปชชติ” (ภวาสวะย่อมมีในจิตที่เกิดร่วมกับโลภะไม่ประกอบกับทิฏฐิ ๔ ดวง) แต่ในฐานะที่แสดงถึงกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ความพอใจที่เกิดร่วมกับสัสสตทิฏฐิ ความพอใจในกรรมภพือกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม และความปรารถนาอุปปัติภพอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดนี้ควรนับเข้าในภวตัณหา อนึ่ง ความโลภทั้งหมดยกเว้นภวาสวะ ตามที่กล่าวแล้วควรนับเข้าในกามาสวะเท่านั้น

(๒๑๒) ข้อความที่กล่าวมานี้ได้ปฏิเสธความในคัมภีร์นั้นว่า “อาสวะที่สาม[คือทิฏฐาสวะ]เกิดร่วมกับภวทิฏฐิ”

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka