ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ทิฏฐาสวะ คือ ความเห็นผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง
อวิชชาสวะ คือ ความหลงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถามว่า : เหตุใดกิเลสเหล่านี้ [คือตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชา] จึงเรียกว่า อาสวะ
กิเลสอื่นมีมานะเป็นต้นก็ประกอบด้วยสภาพหมักดองมาช้านานมิใช่หรือ
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว แต่เมื่อกาสวะหมักดองอยู่ในมานะเป็นต้นนี้ มานะ
และอื่นๆ ทั้งหมดที่มีกามตัณหาเป็นอารมณ์ย่อมถูกหมักดอง เมื่อกาสวะหลุดพ้นแล้ว
มานะเป็นต้นย่อมหลุดพ้น เช่นเดียวกันนี้ เมื่อภวาสวะหมักดองอยู่ มานะเป็นต้นที่มี
ภวตัณหาเป็นอารมณ์ย่อมถูกหมักดอง และเมื่อทิฏฐาสวะหมักดองอยู่ มานะเป็นต้นที่มีทิฏฐิ
เป็นอารมณ์ย่อมถูกหมักดอง ส่วนอวิชชานุสัยเป็นมูลเหตุของอนุสัยทั้งสามนั้น โดย
ประการฉะนี้ กิเลสเหล่านี้[คือตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชา] จึงเป็นประเภทหลักที่สำคัญของ
สภาพหมักดองเป็นต้น ส่วนกิเลสอื่นมีสภาพคล้อยตามกิเลสนั้นๆ ดังนั้น มานะเป็นต้น
จึงไม่ควรเรียกว่า อาสวะ
๔. โอฆะ (ห้วงน้ำ) คือ สิ่งท่วมทับเบียดเบียนผู้ที่ตกและจมลงไปโดยทำให้ไม่สบาย
หมายถึง ห้วงน้ำใหญ่ปกติ
กิเลส[คือตัณหา ทิฏฐิ และอวิชชา]ที่มีสภาพเหมือนห้วงน้ำ ก็ชื่อว่า โอฆะ ด้วย
เพราะมีสภาพเบียดเบียนและข้ามพ้นได้ยาก
โปรดทราบคำอธิบายเกี่ยวกับการที่มานะเป็นต้นพ้นจากความเป็นโอฆะตามนัย
ที่กล่าวแล้วว่า ถ้าพึงชื่อว่า โอฆะ เพราะมีสภาพเบียดเบียนและข้ามพ้นได้ยาก [กิเลสอื่น
มีมานะเป็นต้นก็ประกอบด้วยสภาพนี้มิใช่หรือ] เป็นต้น
๕. โยคะ (เครื่องประกอบไว้ในวัฏฏะ) คือ กิเลสที่ประกอบเหล่าสัตว์เข้าไว้ใน
วัฏฏะหรือเครื่องจักรคือภพ[มีอวิชชาและสังขารเป็นต้น]
๖. คันถะ (เครื่องร้อยรัด) คือ กิเลสที่สืบต่อการปฏิสนธิในภพหนึ่งเข้ากับจุติ
ในภพอื่น