ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า “ยึดมั่น” หมายความว่า ยึดถืออย่างเหนียวแน่น ดังพระพุทธวจนะว่า
ตตฺถ กตมา สกกายทิฏฐิ. อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน รูปํ อตฺตโตสมนุปสฺสติ. รูปวนฺตํ
วา อตฺตานํ. อตฺตนิ วา รูปํ. รูปสฺมี วา อตฺตานํ.เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ. เวทนาวนฺตํ วา
อตฺตานํ. อตฺตนิ วา เวทนํ.เวทนาย วา อตฺตานํ. สญฺญํ. สญฺขาเร. วิญญาณํ.๔
“ในบรรดาทิฏฐิเหล่านั้น สักกายทิฏฐิคืออะไร ปุถุชนผู้ไม่มีการสดับในโลก
นี้...ย่อมเห็นรูปว่าเป็นอัตตาบ้าง เห็นอัตตาที่มีรูปบ้าง เห็นรูปในอัตตาบ้าง เห็นอัตตาในรูปบ้าง
ย่อมเห็นเวทนาว่าเป็นอัตตาบ้าง เห็นอัตตาที่มีเวทนาบ้าง เห็นเวทนาในอัตตาบ้าง เห็น
อัตตาในเวทนาบ้าง เห็นสัญญา...เห็นสังขาร...เห็นวิญญาณ”
ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “เห็นรูปว่าเป็นอัตตา” หมายความว่า ย่อมยึดมั่น
ว่ารูปนั้นเทียวเป็นอัตตา
พระดำรัสว่า “เห็นอัตตาที่มีรูปบ้าง” หมายความว่า ย่อมยึดมั่นว่าอัตตาของเรา
มีอยู่เป็นรูป
พระดำรัสว่า “เห็นรูปในอัตตาบ้าง” หมายความว่า ย่อมยึดมั่นว่ามีรูปดำรงอยู่
โดยอาศัยอัตตา
พระดำรัสว่า “เห็นอัตตาในรูปบ้าง” หมายความว่า ย่อมยึดมั่นว่าอัตตาดำรงอยู่
โดยอาศัยรูป
ถามว่า : ยึดมั่นอย่างไร
ตอบว่า : เมื่อเอ่ยถึงรูปกายว่า วันนี้เราตัวหนัก หรือเราตัวเบา ก็คือเห็นรูปคือ
ปฐวีธาตุเป็นอัตตา เมื่อเอ่ยถึงสภาวธรรมอื่นหรืออัตตาที่พ้นจากสภาวธรรมว่า วันนี้กายของ
เราหนัก หรือกายของเราเบา ก็คือเห็นอัตตาว่ามีปฐวีธาตุ เมื่อเอ่ยว่าวันนี้ความหนักเกิด
ในตัวเรา หรือความเบาเกิดขึ้น ก็คือเห็นปฐวีธาตุในอัตตา เมื่อเอ่ยว่าวันนี้เราตั้งอยู่ใน
ความหนัก หรือตั้งอยู่ในความเบา ก็คือเห็นอัตตาในปฐวีธาตุ ทั้งหมดนี้คือความเป็นไปของ
สักกายทิฏฐิที่เวียนมาสี่รอบในปฐวีธาตุ
แม้รูป ๒๗ อย่างอื่นก็พึงกล่าวตามสมควร เพราะทิฏฐิย่อมเป็นไปในอนิจจตารูป
(ความไม่เที่ยงของรูป) ได้อีกด้วยนัยว่า เราจะตาย หรือเราจักตาย เป็นต้น จึงมิควรจะ