ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
กล่าวถึงรูปอื่น
เมื่อพูดว่าเราเคยบริโภคสิ่งนี้ บริโภคอยู่ในวันนี้ หรือจักบริโภคต่อไป เราเป็นสุข
หรือเราเป็นทุกข์ ก็คือเห็นเวทนาว่า เป็นอัตตา เมื่อพูดว่าวันนี้กายของเราเป็นสุข หรือกาย
ของเราเป็นทุกข์ หรือว่าจิตของเราเป็นสุข หรือเป็นทุกข์ ก็คือเห็นอัตตาว่ามีเวทนา เมื่อ
พูดว่าวันนี้ความสุขเกิดขึ้นในตัวเรา หรือความทุกข์เกิดขึ้นในตัวเรา ก็คือเห็นเวทนาในอัตตา
เมื่อพูดว่าวันนี้เราตั้งอยู่ในความสุข หรือเราตั้งอยู่ในความทุกข์ ก็คือเห็นอัตตาในเวทนา
ทิฏฐิในสัญญาและสังขาร ๕๐ อย่างทั้งหมด พึงกล่าวเป็นแต่ละอย่างโดยพิสดาร
เมื่อพูดว่าเราเห็น ก็คือเห็นจักขุวิญญาณว่าเป็นอัตตา เมื่อพูดว่าการเห็นของเรา ก็คือเห็น
อัตตาที่มีจักขุวิญญาณ เมื่อพูดว่าการเห็นมีอยู่ในเรา ก็คือเห็นจักขุวิญญาณในอัตตา เมื่อ
พูดว่าเราเป็นผู้สามารถในการเห็น ก็คือเห็นอัตตาในจักขุวิญญาณ วิญญาณจิต ๕ อื่น
ก็มีนัยเดียวกัน
พึงกล่าวความเป็นไปโดยถือเอาขันธ์ทั้งห้าหรือขันธ์อย่างหนึ่งอีกด้วยนัยเป็นต้นว่า
เรามีอยู่ เราเป็นสัตว์ คน มนุษย์ เทวดา ท้าวสักกะ หรือพรหมตนหนึ่ง เราเดิน เรายืน
เรานั่ง เรานอน เราเหยียด เราคู้ เมื่อบุคคลไม่เข้าใจสภาวธรรมแล้วกล่าวคำใดคำหนึ่งที่
เกี่ยวกับอัตตาของตนหรือของคนอื่นแม้เพียงชั่วครู่ บางคราวจิตหรือคำของเขาย่อม
ดำเนินไปโดยยึดมั่นรูปหรือนามว่าเป็นอัตตา บางคราวก็ดำเนินไปโดยเกี่ยวข้องกับอัตตา
บางคราวก็ดำเนินไปโดยอาศัยอัตตา บางคราวก็ดำเนินไปโดยมีอัตตาเป็นที่อาศัย บางคราว
ก็ดำเนินไปโดยเนื่องด้วยธรรมอย่างหนึ่ง บางคราวก็ดำเนินไปโดยเนื่องด้วยหมู่ธรรม
เหตุเกิดของอัตตาย่อมปรากฏโดยอาศัยอาการที่เป็นไปในอำนาจ และอาการ
ดังกล่าวก็ไม่มีในบุคคลผู้รู้ว่ารูปธรรมกับนามธรรมดำเนินไปเนื่องด้วยเหตุปัจจัยและตั้งอยู่
ชั่วขณะ เมื่อบุคคลเข้าใจสภาวธรรมแล้วกล่าวคำที่เกี่ยวกับตัวตน จิตของเขาย่อมดำเนิน
ไปไม่ยึดติดในธรรมเหล่านั้นเหมือนหยาดน้ำบนบัว
[ในขณะเกิดวิปัสสนาญาณตั้งแต่วันที่ ๑ เป็นต้นไป สักกายทิฏฐิย่อมถูกละได้ชั่วขณะ
เป็นทตังคปหาน ขณะนั้นนักปฏิบัติจะหยั่งรู้ว่าไม่มีตัวเรา ของเรา มีเพียงรูปธรรมกับนามธรรมที่ดำเนิน