ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ไปในอิริยาบถต่างๆ เท่านั้น ต่อเมื่อบรรลุโสดาปัตติมรรคแล้วสักกายทิฏฐิย่อมถูกละได้โดยเด็ดขาด
เป็นสมุจเฉทปหาน พระโสดาบันจึงไม่มีความเห็นผิดในตัวตนด้วยสักกายทิฏฐิ สมมุติว่ามียุงกัด
พระโสดาบัน ท่านจะรู้สึกมีเพียงสภาวะการเจ็บบนผิวกายเท่านั้น ไม่รู้สึกว่าเป็นตัวท่านที่รู้สึกเจ็บ
เมื่อมีคนมาด่าหรือทำร้าย ท่านก็จะไม่โกรธ เพราะไม่มีบุคคลที่ถูกด่าหรือทำร้าย โทสะของพระ
โสดาบันเป็นโทสะอย่างอ่อนที่ประกอบกับโทมนัสเวทนา คือ การร้องไห้เสียใจที่สูญเสียคนรักไป
เช่นกับนางวิสาขาที่ร้องไห้เมื่อหลานสาวเสียชีวิต ข้อนี้ทราบได้จากความหมายของสักกายทิฏฐิว่า
คือความเห็นผิดในกองรูปนามที่มีจริงว่าเป็นบุคคล ตัวเรา ของเรา และรู้ได้จากการที่พระโสดาบันได้เกิด
วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๔ เป็นต้นไปเท่านั้น วิปัสสนาญาณสามขั้นต้นเป็นปกติวิสัยของท่าน ดู วิสุทธิ.
๒.๓๘๗]
๘. นิวรณ์ (เครื่องปิดกั้นกุศล) คือ กิเลสที่ปิดกั้นกุศลธรรมในกระแสจิตของ
เหล่าสัตว์ กล่าวคือ ไม่ให้กุศลที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้นหรือไม่ทำให้กุศลที่เกิดแล้วดำเนินต่อ
ไปได้
ความพอใจที่มีกำลังมาก ชื่อว่า กาม เพราะเป็นสภาพยินดี และชื่อว่า ฉันทะ
เพราะเป็นสภาพต้องการ จึงชื่อว่า กามฉันทะ
กามฉันทนิวรณ์ คือ นิวรณ์ที่เป็นความยินดีต้องการ
ความโลภทั้งหมดยกเว้นรูปราคะและอรูปราคะ ย่อมนับเข้าในกามฉันทนิวรณ์
เพราะในคัมภีร์ปัฏฐานตรัสว่า “อารุปเป กามจฉนฺท์ นิวรณ์ ปฏิจจ อุทธจจุนิวรณ์” (อุทธัจจ-
นิวรณ์ย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยกามฉันทนิวรณ์ในอรูปภูมิ) ส่วนความเป็นปฏิปักษ์ต่อฌาน มี
อยู่แก่ราคะที่เป็นไปในกามคุณ ๕ เท่านั้น
พยาบาท คือ ความปองร้าย หมายถึง ความบูดเน่าของจิต กล่าวคือ โทสะ อย่างใด
อย่างหนึ่ง
ถามว่า : เหตุใดธรรม ๒ คู่ คือถีนมิทธนิวรณ์และอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ จึงกล่าว
ไว้เป็นนิวรณ์เดียว
ตอบว่า : เพราะทำหน้าที่ มีเหตุปัจจัย และมีปฏิปักษ์เหมือนกัน อธิบายได้ดังนี้
ว่า ลำดับแรกทำหน้าที่เหมือนกัน คือ ถีนมิทธะทั้งคู่ทำให้จิตและเจตสิกเกิดความหดหู่ ส่วน