Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อุทธัจจะกุกกุจจะทั้งคู่ทำให้เกิดความไม่สงบมีเหตุปัจจัยเหมือนกันคือ คู่แรกมีความเกลียดคร้าน
เหนื่อยหน่ายเป็นเหตุปัจจัย ส่วนคู่หลังมีเหตุปัจจัยคือความดำริถึงความพินาศแห่งญาติ
เป็นต้น และมีปฏิปักษ์เหมือนกันคือ คู่แรกเป็นปฏิปักษ์ต่อวิริยะ คู่หลังเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบ

๙. อนุสัย คือ กิเลสที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับเหตุปัจจัยอันเหมาะสม หมายความว่า
เมื่อได้รับเหตุปัจจัยอันเหมาะสมแล้วย่อมเกิดขึ้น

อีกนัยหนึ่ง อนุสัย คือ กิเลสที่เกิดขึ้นได้เสมอ หมายความว่า ไม่หมดสิ้นไป
ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุมรรคเมื่อใดได้รับเหตุปัจจัยก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ การเกิดขึ้นในเรื่องนี้
คือความสมควรแก่การเกิดขึ้น เพราะเป็นสภาพที่ยังละไม่ได้ ไม่ใช่การเกิดขึ้นจริงโดยสภาวะ

ถามว่า : รู้ได้อย่างไร

ตอบว่า : เพราะมีพระพุทธดำรัสว่า “ยสฺส กามราคานุสโย อุปปชฺชติ, ตสฺเสว
ปฏิฆานุสโย อุปปชฺชติ” ([ถามว่า] กามราคานุสัยย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยย่อม
เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ) ในพระบาลีได้ตรัสถึงอนุสัย ๗ แก่ปุถุชนว่า สห อนุเสนาติ (ย่อม
นอนเนื่องร่วมกัน) ในอนุสัยวาระ และตรัสว่า สห อุปปชฺชนติ (ย่อมเกิดร่วมกัน) ใน
อุปปัชชนวาระ ดังพระพุทธวจนะว่า

ปุถุชนสฺส อวิชชานุสโย จ อนุเสติ. กามราคปฏิฆมานทิฏฐิวิจิกิจฉาวาราคานุสโย
จ อนุเสติ.”

“อวิชชานุสัยของปุถุชนย่อมนอนเนื่อง ทั้งกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย
ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย ย่อมนอนเนื่อง”

แม้อุปปัชชนวาระก็เช่นเดียวกัน

อีกนัยหนึ่ง กิเลสที่ไม่ฟุ้งขึ้น[ในจิต]โดยสภาวะ คล้อยตามเนื่องไปกับจิต คือไม่
ตรงกันข้ามกับจิตที้ที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตซึ่งเป็นไปในกระแจิต ย่อมนอนเนื่อง
คือไม่เกิดขึ้นโดยความเป็นธรรมที่เกิดร่วมกันโดยเฉพาะ ชื่อว่า อนุสัย

อีกนัยหนึ่ง อนุสัย คือ กิเลสนอนเนื่องเสมอ หมายความว่า เมื่อเกิดขึ้นโดย
นอนเนื่องอยู่เสมอในกามราคะเป็นต้นตามปกติ ย่อมนอนเนื่องอยู่เสมอเป็น ๒ หรือ ๓ เท่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka