Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

กาลสาม ครั้นอนุสัยเกิดขึ้นแล้วฟุ้งขึ้นในจิต ย่อมถึงความเป็นธรรมที่เกิดร่วมกันโดยเฉพาะ
และอนุสัยก็รับรู้อารมณ์เป็นต้นได้โดยประจักษ์ ในคัมภีร์กถาวัตถุหมายเอาข้อความนี้แล้ว
กล่าวว่าอนุสัย เป็นสารัมมณธรรม (ธรรมที่เป็นไปกับด้วยอารมณ์) และเป็นสังขารขันธ์

เมื่อหนามพิษถูกใส่ไว้ในต้นไม้ที่ออกผลได้ ยางเหนียวในต้นไม้ที่เป็นเหตุให้เกิด
ผลไม้ย่อมหมดสิ้นไป ผลไม้ที่จักเกิดในกาลอันควรย่อมไม่เกิดขึ้น ฉันใด เมื่อมรรคปรากฏ
ขึ้นในกระแสจิตที่มีอนุสัย อนุสัยนั้นๆ ย่อมหมดสิ้นไปพร้อมกับการที่มรรคเกิดขึ้น ฉันนั้น
การที่อนุสัยซึ่งหมดสิ้นแล้วฟุ้งขึ้นในจิตอีกย่อมไม่มี การล่วงละเมิดจะมีได้อย่างไร เมื่อ
ประสงค์เอาข้อความนี้ โบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ในอรรถกถาและฎีกานั้นๆ ว่า

        มคุโค อนาคตสามญฺญ์ กิเลสชาตปชหติ.๕
        “มรรคย่อมละหมู่กิเลสที่เหมือนกับเป็นอนาคต”

ในพากย์นั้น คำว่า “เหมือนกับเป็นอนาคต” คือ ชาวโลกสมมุติว่าเป็นอนาคต
แต่มิใช่อนาคตจริงๆ ดังในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

        มคุโค เย กิเลเส ปชหติ, เต อตีตาติวา อนาคตาติ วา ปจจุปปนฺนาติ วา น
วตฺตพฺพา.๖

        “มรรคย่อมละกิเลสเหล่านี้ กิเลสเหล่านั้นไม่ควรกล่าวว่าเป็นอดีต อนาคต หรือ
ปัจจุบัน”

ด้วยข้อความนั้น พระอรรถกถาจารย์ได้แสดงว่า มรรคละกุศลกรรม อกุศลกรรม
และขันธ์ ๕ ที่มีใจครองเหล่านี้ใดโดยมีกิเลสเป็นเหตุหลัก ธรรมเหล่านั้นจึงไม่ควรกล่าวว่า
เป็นอดีต อนาคต หรือปัจจุบัน

ถามว่า : หากเป็นตามนี้ ธรรมที่เกิดในภูมิ ๓ ทั้งหมดที่ถูกมรรคละแล้ว ควร
ชื่อว่าพ้นจากกาล ไม่ถูกเหตุปัจจัยปรุงแต่ง และไม่มีเหตุปัจจัยหรือ

ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะธรรมดังกล่าวประกอบในกาลทั้ง ๓ ถูก

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka