Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ปัจจัยปรุงแต่ง และมีเหตุปัจจัย ความจริงเมื่อมรรคยังไม่เกิดขึ้น ธรรมที่เกิดในภูมิ ๓ ย่อม
ประกอบอยู่ในภูมิ ๓ เป็นต้นโดยเนื่องกับลักษณะ เพราะรับรู้ด้วยญาณโดยอิงอาศัย ลักษณะ
ของสังขตธรรมว่านามธรรมเหล่านี้จักเกิดขึ้นและดับไป ดังนั้น สภาวธรรมที่ไม่ถึงความ
เป็นธรรมซึ่งเกิดร่วมกันโดยเฉพาะ ได้ดำรงอยู่ในระยะอนุสัยที่นอนเนื่องบ้าง ในระยะนิสัย
เดิมที่มีมาแต่ภพก่อน[เหมือนการที่พระปิณโฑลภารทวาชะเรียกคนอื่นว่าคนถ่อย] บ้าง ใน
ระยะที่เกิดร่วมกับกรรมบ้าง ในระยะที่เป็นความเคยชิน นิสัยใจคอ ความโน้มเอียง และ
ความประพฤติบ้าง จึงเป็นธรรมที่ไม่แปรปรวนและเป็นอกุศลเป็นต้น

(๒๑๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “กิเลสที่ยังละไม่ได้และสมควรเกิดขึ้นเมื่อได้รับ
เหตุปัจจัย เป็นเหมือนนอนเนื่องอยู่เสมอในกระแสจิต กิเลสที่มีระยะนอนเนื่องจึงเรียกว่า
อนุสัย กิเลสดังกล่าวเป็นกิเลสฝ่ายอนาคตโดยตรง ส่วนกิเลสที่เป็นอดีตกับปัจจุบันก็เรียก
เช่นนั้นได้ เพราะมีสภาพนอนเนื่อง” ในพากย์นั้น พระสุมังคลาจารย์กล่าวว่า “เป็นดุจ
นอนเนื่องอยู่เสมอในกระแสจิต” โดยมุ่งหมายว่า “อนุสัยเป็นกิเลสฝ่ายอนาคตที่ยังไม่เคย
เกิดมาก่อนในกระแสจิตแม้ในบางคราว” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะกิเลสเหล่านั้นมิใช่
เป็นดุจนอนเนื่องอยู่เสมอ แต่เป็นสภาพนอนเนื่องเสมออย่างแน่นอน

(๒๑๔) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “กิเลสดังกล่าวเป็นกิเลสฝ่ายอนาคตโดยตรง”
ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะอนุสัยกิเลสที่ยังไม่ถูกละด้วยมรรคไม่ควรเป็นกิเลสฝ่ายอนาคต
แม้อนุสัยที่ถูกละแล้วก็ไม่ควรกล่าวว่าเป็นกิเลสฝ่ายอนาคตโดยตรง เพราะพระอรรถกถาจารย์
หมายเอากิเลสที่สมมุติว่าเป็นอนาคต

(๒๑๕) ข้อความดังกล่าวได้ปฏิเสธความในคัมภีร์วิภาวนีว่า “ส่วนกิเลสที่เป็นอดีต
กับปัจจุบันก็เรียกเช่นนั้นได้”

ธรรมที่ถึงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ย่อมประกอบด้วยกาลสามโดยแท้ จึง
ควรกล่าวโดยปริยายว่าอนุสัยซึ่งไม่มีระยะทั้งสามเป็นธรรมปัจจุบัน ดังในพระบาลีได้ตรัส
อุปปาทวาระ (วาระเกิดขึ้น) ที่กอปรด้วยปัจจุบันกาลเป็นต้นว่า

ยสฺส กามรากุสโย อุปปชฺชติ, ตสฺส ปฏิฆานุสโย อุปปชฺชติ.๑๐

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka