ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในเรื่องนั้น ปัจจุบัน ๒ อย่าง คือ วัตตมานุปปันนะ และสมุททาจุปปันนะ เป็น
ขณะปัจจุบัน (ปัจจุบันโดยขณะที่เกิดขึ้นจริง)
ส่วนภุตวาวิคตุปปันนะเป็นอดีตอย่างเดียว โอกาสกุปปันนะเป็นอนาคต ทั้งสอง
อย่างหลังเรียกว่า ปัจจุบัน เพราะใกล้ปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นปัจจุบันใกล้ดีตและอนาคต
ภูมิลังทรูปปันนะ คือ อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในขันธ์ของตนซึ่งยังละไม่ได้ด้วยมรรค
อารัมมณาธิคคหิตุปปันนะ เป็นชื่อของอนุสัยที่เกิดขึ้นในอารมณ์อันสวยงาม
เป็นต้นครั้งหนึ่งแล้ว ตั้งอยู่โดยความมีกำลังยิ่งตราเท่าที่กำลังแรงของความฟุ้งขึ้นในจิต
ที่มีอารมณ์นั้นเป็นเหตุยังไม่สงบ อธิบายว่า อนุสัยเป็นกิเลสที่มีกำลังอยู่เสมอ เพราะ
สามารถมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอำนาจของกิเลสที่ฟุ้งขึ้นในจิตเป็นนิตย์ในสงสารที่ไม่ปรากฏ
เบื้องต้น ไม่มีผู้ใดละได้ด้วยความเพียรธรรมดา แต่เมื่ออนุสัยฟุ้งขึ้นในจิตเสมอเพราะได้รับ
เหตุปัจจัย ก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเป็นพิเศษ แต่เมื่อถูกข่มไว้ด้วยการได้รับธรรมที่ตรงข้ามกัน
ย่อมจะทำให้มีกำลังลดลง
อวิชมภิตุปปันนะ คือ อนุสัยที่ยังไม่ถูกข่มไว้ด้วยสมถะและวิปัสสนา
อสมุมพาฎิฏปปันนะ คือ อนุสัยที่ยังไม่ถูกละด้วยมรรค ได้รับอารมณ์คือขันธ์ ๕
โลกุตตรธรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสโดยแท้ พระเสกขบุคคลผู้ตั้งอยู่ในการผดและ
ผลขั้นต่ำจึงไม่ควรกล่าวว่า “มีอนุสัย” หรือ “ไม่มีอนุสัย” “มีอนุสัยที่มีกำลัง” หรือ “มีอนุสัย
ไม่มีกำลัง” โดยเกี่ยวกับอนุสัยที่ควรละด้วยมรรคเบื้องสูงในขณะเกิดมรรคผลของตน
ดังนั้น อนุสัยแม้เป็นปัจจุบันได้ก็ไม่มีโทษ ดังสารก[ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค]ว่า
หญจิ ปจจุปปุนเน กิเลเส ปชหติ. เตน หิ กถามคโต อนุสย ปชหติ.๓
“ถ้าบุคคลพึงละกิเลสที่เป็นปัจจุบันได้...บุคคลผู้มีกำลัง[สมาธิและ ปัญญา]ย่อมละ
อนุสัยได้ด้วยเหตุนั้น”๓๓
กมราคาณุสัย หมายถึง อนุสัยือกามราคา
๑๐. สังโยชน์ (เครื่องผูก) คือ กิเลสที่ผูกเหล่าสัตว์ไว้[ในวัฏสงสาร]