ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สังโยชน์มี ๑๐ อย่างในพระสูตรและพระอภิธรรม คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์
ที่ปรากฏในเบื้องต่ำือกามภูมิ) ๕ อย่างคือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพพตปรามาส กาม-
ฉันทะ และพยาบาท พร้อมทั้งอุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์ที่ปรากฏในเบื้องสูงคือ
พรหมโลก) ๕ อย่างคือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา
ส่วนสังโยชน์ ๑๐ อย่างอื่นปรากฏในพระอภิธรรมเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
สุตตันเต (ในพระสูตร) เพื่อกระทำให้ต่างจากสังโยชน์ประเภทแรก
ลำดับของสังโยชน์ทั้งสองไม่สอดคล้องกับพระบาลี คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้
คงกล่าวลำดับไว้เป็นอย่างอื่นด้วยการประมวลธรรมที่มีสภาวะเหมือนกัน
๑๒. กิเลส คือ สภาพรบกวนจิต
อีกนัยหนึ่ง กิเลส คือ สภาพเผาผลาญจิต
อีกนัยหนึ่ง กิเลส คือ สภาพทำให้เหล่าสัตว์เศร้าหมองคือถึงความมืดมลทินและ
ตกต่ำ
[คำว่า กิเลส มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- สภาพรบกวนจิต = จิตฺต์ กิลิสุสนฺติ วิพาเรนฺตีติ กิเลสา (กิลิส ธาตุ = รบกวน + ณ
ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- สภาพเผาผลาญจิต = จิตฺต์ กิลิสุสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ กิเลสา (กิลิส ธาตุ = เผาผลาญ
+ ณ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- สภาพทำให้เหล่าสัตว์เศร้าหมอง = กิลิสุสนฺติ สตฺตา เอเตหิติ กิเลสา (กิลิส ธาตุ =
เศร้าหมอง + ณ ปัจจัยในกรณสาธนะ)]
๑๓. คำว่า กามภวนาเมน (โดยให้ชื่อว่ากามะและภพ) มีความหมายว่า โดยให้
ชื่อว่ากามะที่แสดงวัตถุกาม และให้ชื่อว่าภพที่แสดงรูปภูมิกับอรูปภูมิ
คำว่า ตพพัตถุกา คือ ตัณหาซึ่งมีอารมณ์เป็นที่ตั้งคือวัตถุกามและภพเช่นนั้น
คำว่า ตถา ปวตุต์ (ที่เป็นไปอย่างนั้น) มีความหมายว่า ที่เป็นไปโดยอาการยึดมั่น