ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า อญฺญาตะ คือ ธรรมที่บุคคลรู้แจ้ง
คำว่า อนญฺญาตะ คือ ธรรมที่บุคคลไม่รู้แจ้ง หมายถึง อริยสัจ ๔ หรือพระนิพพาน
คำว่า อนญฺญาตญฺญสฺสามิ คือ อินทรีย์ที่ดำเนินไปว่า เราจักรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่รู้แจ้ง แม้บทอาขยาตซึ่งตั้งอยู่ในความเป็นนามศัพท์ (คำแสดงชื่อ) ก็ดำรงอยู่ในฐานะแห่งบทนามได้เหมือนคำว่า มกุขลิโคสาล (นายโคสาลที่เจ้านายพูดว่าอย่าลื่น) เอหิปสฺสิก (ธรรมควรมาดู) เมื่อเป็นดังนี้ การที่บทอาขยาตเชื่อมเป็นสมาสกับบทอื่นย่อมสมควร
คำว่า อนญฺญาตญฺญสฺสามิตินทรีย์ คือ อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติอย่างนี้ว่า เราจักรู้อริยสัจที่ยังไม่รู้แจ้ง กล่าวคือ อินทรีย์ของบุคคลผู้ปรารภวิปัสสนาพร้อมด้วยความอุตสาหะเช่นนั้นตั้งแต่การกำหนดรู้[รูปนาม]เป็นเบื้องแรก แล้วบรรลุโสดาปัตติมรรคในเมื่อความอุตสาหะยังไม่ระงับไป
[ตามหลักภาษา บทอาขยาตที่แสดงถึงกิริยาจะเชื่อมสมาสร่วมกับบทนามไม่ได้ เพราะมีกฎไวยากรณ์บัญญัติไว้ว่าต้องเชื่อมบทนามตั้งแต่สองบทขึ้นไปเป็นสมาส จะเชื่อมบทอาขยาตกับบทนามเป็นสมาสไม่ได้
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นว่า ถ้าบทอาขยาตเป็นคำแสดงชื่อ ไม่แสดงถึงกิริยา ก็ถือว่าเป็นบทนามและเชื่อมเป็นสมาสได้ เช่นคำว่า มกุขลิโคสาล คำนี้สำเร็จรูปมาจาก มกุขลิ ศัพท์ + โคสาล ศัพท์ คำว่า โคสาล (คอกวัว) เป็นชื่อตัวเพราะเขาเกิดในคอกวัว คำว่า มกุขลิ เป็นบทอาขยาตที่แปลว่า “อย่าลื่น” มาจาก มา + ขลิ (ขล ธาตุ + อี วิภัตติ) กล่าวคือ วันหนึ่งนายโคสาลถือหม้อน้ำมันเดินไปบนพื้นโคลน เจ้านายบอกว่าอย่าลื่นล้ม แต่เขาลื่นล้มทำให้หม้อน้ำมันตกแตก จึงหนีออกจากเรือนไป ต่อมาเมื่อตั้งตนเป็นคณาจารย์จึงมีชื่อว่า มกุขลิโคสาล คำว่า มกุขลิ (อย่าลื่น) เป็นบทอาขยาตที่ใช้เป็นบทนามแสดงชื่อ จึงเข้าสมาสกับคำหลังว่า โคสาล เป็นรูปว่า มกุขลิโคสาล (นายโคสาลที่เจ้านายพูดว่าอย่าลื่น)
ในกรณีเดียวกัน คำว่า ญสฺสามิ (จักรู้) ก็เป็นอาขยาตที่แสดงชื่ออินทรีย์ จึงเชื่อมกับบทนามข้างหน้าว่า อนญฺญาต เป็นรูปว่า อนญฺญาตญฺญสฺสามิ (อินทรีย์ที่ดำเนินไปว่า เราจักรู้อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่รู้แจ้ง)
คำว่า เอหิปสฺสิก สำเร็จรูปมาจาก เอหิ ศัพท์ + ปสฺส ศัพท์ + อิก ปัจจัย แปลว่า “ธรรมที่ควรมาดู” คำนี้เป็นบทตัทธิตลง อิก ปัจจัยท้ายบทอาขยาตคือ เอหิปสฺส ที่แสดงชื่อและใช้เหมือน