ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
บทนามได้ มีรูปวิเคราะห์ว่า เอหิ ปสฺสติ อิม์ วิธี อรหตีติ เอหิปสฺสิโก (เอหิปสฺสิโก คือ ธรรมควรแก่ัยนี้ว่าจงมาดู)]
คำว่า อัญญะ คือ ธรรมที่บุคคลรู้ต่อมาอีก
คำว่า อัญญินทรีย์ คือ ธรรมที่บุคคลรู้ต่อมาอีกนั่นแหละ กล่าวคือ อินทรีย์ของบุคคลผู้ประกอบในหน้าที่รู้อริยสัจ ๔ หรือพระนิพพานอีก เพราะหน้าที่ในการกำจัดกิเลสยังไม่เสร็จสิ้นแม้จะรู้แจ้งธรรมที่ตนไม่เคยรู้มาก่อนแล้วด้วยปฐมมรรคก็ตาม
ในคำว่า อญฺญาตาวินทรีย์ (อัญญาตาวินทรีย์) อัญญาตาวินทรีย์ คือ อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้แจ้ง กล่าวคือ มีหน้าที่ในการรู้แจ้งเสร็จสิ้นแล้ว
อินทรีย์ทั้งสามเหล่านี้ย่อมควบคุมธรรมที่เกิดร่วมกันในการรู้แจ้งเช่นนั้น
พระอนุรุทธาจารย์กล่าวอินทรีย์คือปสาทรูปทั้งทำก่อนเพื่อแสดงว่า ความยึดมั่นอัตตาในรูปกายที่ประจักษ์แก่เหล่าสัตว์นี้ ย่อมมีด้วยการไม่กำหนดรู้ปสาทรูปเหล่านี้ และความพ้นจากความยึดมั่นย่อมมีได้ด้วยการกำหนดรู้
ท่านแสดงถึงอินทรีย์สองอย่างคือภาวรูปต่อมาเพื่อแสดงว่า การที่อัตตาต่างกันโดยความเป็นหญิงหรือชาย ย่อมมีโดยเนื่องกับปสาทรูปเหล่านี้ หรือแสดงว่าความยึดมั่นว่าเป็นหญิงหรือชายในอัตตาย่อมมีด้วยการไม่กำหนดรู้ภาวรูปเหล่านี้ และความพ้นจากความยึดมั่นย่อมมีได้ด้วยการกำหนดรู้
ท่านกล่าวชีวิตินทรีย์ต่อจากภาวรูปเพื่อแสดงว่า อัตตาได้รับความสำคัญว่าเป็นชีวะหรือความยึดมั่นว่าเป็นชีวะในอัตตาด้วยอำนาจของชีวิตินทรีย์นี้ ย่อมมีได้ด้วยการไม่กำหนดรู้ชีวิตินทรีย์ และความพ้นจากความยึดมั่นย่อมมีได้ด้วยการกำหนดรู้ ชีวิตินทรีย์นี้แม้ควรราวก่อนอินทรีย์คือภาวรูป แต่กลับกล่าวไว้ถัดจากภาวรูปเพราะมีรูปธรรมกับนามธรรมละกัน
ในบรรดาอินทรีย์ที่เป็นนาม ท่านกล่าวมนินทรีย์ก่อนเพื่อแสดงว่า ความยึดมั่นอัตตาในหมู่นาม ย่อมมีได้ด้วยการไม่กำหนดรู้อินทรีย์เหล่านี้ และความพ้นจากความยึดมั่นย่อมมีได้ด้วยการกำหนดรู้