ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ท่านกล่าวอินทรีย์คือเวทนาทั้งห้าต่อจากนั้นเพื่อแสดงว่า อัตตาไม่มีรูปนั้นเป็น
สภาพเศร้าหมองและกระสับกระส่ายด้วยอำนาจของอินทรีย์เหล่านี้ อีกนัยหนึ่ง ความยึดมั่น
ว่าเป็นสุขหรือทุกข์ในอัตตา ย่อมมีได้ด้วยการไม่กำหนดรู้อินทรีย์เหล่านี้ และความพ้นจาก
ความยึดมั่นมีได้ด้วยการกำหนดรู้
ท่านกล่าวอินทรีย์ห้ามีศรัทธาเป็นต้นต่อจากนั้นเพื่อแสดงปฏิปทาสำหรับชำระ
ความเศร้าหมองนั้น หรือเพื่อพ้นจากความยึดมั่นนั้นๆ
ท่านกล่าวอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระ ๓ ไว้ในที่สุด เพื่อแสดงเบื้องต้น ท่ามกลาง
และที่สุดของการบรรลุความหมดจดด้วยปฏิปทาศั้น
(๒๑๘) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ความสำเร็จแห่งข้อความที่ต้องการมีเพียงเท่านี้
จึงไม่รวมเอาธรรมอื่นเข้าไว้” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะไม่ควรกล่าวว่าเมื่อธรรม
ที่ควรแก่ความเป็นอินทรีย์อื่นมีอยู่ พระผู้มีพระภาคและพระอนุรุธาจารย์ไม่รวมเอา
ธรรมอื่น เพราะความสำเร็จแห่งข้อความที่ต้องการด้วยถ้อยคำดังนี้ เนื่องจากไม่มีธรรมอื่น
ที่จะเป็นอินทรีย์ ถ้าธรรมที่ควรเป็นอินทรีย์พึงมีได้ ก็จักรวมเอาไว้สักร้อยหรือพันอย่าง
๑๙. พละ คือ ธรรมครอบงำ กล่าวคือ ย่ำยีปฏิปักษ์ธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เหมือน
พระบาลีว่า “ยถา อพลา น พลิยุนฺติ มทฺทนฺเต นํ ปริสสยา”* (อุปสรรค[มีราคะเป็นต้น]อัน
ไม่มีกำลังย่อมครอบงำชนผู้ไร้ความเพียรนั้น ย่ำยีเขาอยู่)
ในพระบาลีนี้ พระดำรัสว่า อพลา แปลว่า ไม่มีกำลัง
พระดำรัสว่า น่ คือ ชนผู้ไร้ความเพียร
พระดำรัสว่า พลิยุนฺติ แปลว่า ย่อมใช้กำลัง คือ ครอบงำ
พระดำรัสว่า ปริสสยา (อุปสรรค) คือ อุปสรรคมีราคะเป็นต้นที่ไม่มีกำลัง
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า พละ เพราะเป็นธรรมที่ไม่ถูกปฏิปักษ์ธรรมทำให้โยกคลอน
หวั่นไหว สภาพที่ปฏิปักษ์ธรรมคือความไม่มีศรัทธาทำให้หวั่นไหวไม่ได้ จึงชื่อว่า สัทธพละ