ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ดำรงชีพอาศัยกพพีการาหาร ย่อมเป็นหลักในการก่อให้เกิดรูปในปฏิสนธิกาล ถัดจากนั้น อำนาจของอุตุและอาหารย่อมเป็นหลักในการเติบโตตั้งอยู่ตลอดชีพ ฉะนั้น กรรมชรูป เหล่านี้ แม้ดำเนินไปจนถึงกาลใกล้เสียชีวิต ก็มีอุตุและอาหารค้ำจุนอยู่นั่นเทียว และอุตุที่ มีอาหารค้ำจุนย่อมทำหน้าที่ของตน ดังนั้น กระแสรูปที่มีสมุฏฐาน ๔ ของเหล่าสัตว์จึงไม่ สามารถดำเนินไปได้นานในเมื่อไม่มีกพพีการาหารค้ำจุน ต้องมีอาหารค้ำจุนจึงจะดำเนินไป ตลอดชีพได้
นกหรือเหลือบยุงเป็นต้นได้รับอาหารทางงอยปากแล้วเลี้ยงอัตภาพอยู่ เมื่อ งอยปากไม่มีย่อมไม่ได้อาหารแล้วเสียชีวิต ฉันใด เหล่าสัตว์นี้ได้รับรสในอารมณ์ด้วยผัสสะ ก่อให้เกิดการบริโภคใช้สอยคือเวทนา บรรลุถึงความมีตัณหาเพิ่มพูนขึ้น ทำวัฏฏะสาม[คือ กิเลสวัฏ = วนเวียนกิเลส กรรมวัฏ = วนเวียนกรรม วิปากวัฏ = วนเวียนวิบาก]ให้เต็ม ไม่ เบื่อหน่ายอยู่ในวัฏฏะตราบจนถึงทุกวันนี้ ฉะนั้น แต่ถ้าผัสสะไม่มี โอกาสเกิดตัณหาก็ไม่ได้ เพราะปราศจากการเสวยเวทนาในเมื่อไม่ได้รับรสของอารมณ์ ดังนั้นจึงไม่มีวัฏฏะสาม
ฝูงนกเป็นต้นกระพือปีกมิให้ร่วงหล่น เที่ยวไปสู่พฤกษชาติหรือไพรสณฑ์ รักษา ตนให้คงอยู่ได้ แต่เมื่อปีกไม่มีก็ทำการบินให้สำเร็จไม่ได้ ย่อมร่วงหล่นลงมาตาย ฉันใด เหล่าสัตว์นี้ตั้งใจด้วยเจตนาที่มีลักษณะขวนขวายแล้ว ให้สำเร็จความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกรรม เที่ยวไปสู่ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมท่องเที่ยวไปในวัฏฏะจนถึงทุกวันนี้ ถ้าเจตนาไม่มี กรรมวัฏ ก็ไม่มี ครั้นกรรมวัฏไม่มี วิปากวัฏก็มีไม่ได้ และเมื่อวิปากวัฏไม่มี กิเลสวัฏที่นอนเนื่องอยู่ ในกระแสวิบากนั้นก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีวัฏฏะสาม
ฝูงนกเป็นต้นนั้นรู้จักที่หากินหรือทิศทางนั้นๆ ด้วยตาแล้ว รักษาตนให้คงอยู่ได้ ตลอดชีวิต แต่เมื่อตามองไม่เห็นก็จะไม่ได้รับสิ่งที่ควรถือเอาหรือไม่ได้ถึงที่ควรบินไป ย่อม ตายในที่นั้น ฉันใด ธรรมที่เกิดร่วมกันเมื่อได้รับอารมณ์นั้นๆ ด้วยวิญญาณที่มีลักษณะรับรู้ สิ่งต่างๆ แล้ว ก่อให้เกิดผัสสะเป็นต้นในอารมณ์นั้นๆ ย่อมทำวัฏฏะสามให้วนเวียนอยู่ ถ้าวิญญาณไม่มี ผัสสะเป็นต้นย่อมรับอารมณ์ไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่มีวัฏฏะสาม
ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า จตตาโร อาหารา...วิญญาณ์ จตตุถ์ (อาหารมี ๔ คือ กพพีการาหาร ผัสสาหารที่สอง มโนสัญเจตนาหารที่สาม และ วิญญาณอาหารที่สี่)