Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อุปนิสสยปัจจัยและอาเสวนปัจจัยมี ๒ ประเภท คือ สุตตันตเทศนา และ
อภิธรรมเทศนา ฉันใด อาหารปัจจัยก็มี ๒ ประเภท ฉันนั้น

ในคัมภีร์อรรถกถาข้างต้น ข้อความที่กล่าวว่า

มโนสญฺเจตนาหาโรตโย ภเว.๒๑

“มโนสญฺเจตนาหารก่อให้เกิดภพ ๓”

ข้อความนั้นหมายความถึงการแสดงธรรมตามนัยพระสูตร เพราะอาหารที่เป็นนาม
[ตามนัย]ในคัมภีร์ปัฏฐานไม่เรียกว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่เกิดร่วมกัน เพราะมีสภาพนำผล
มาให้

๒๖. องค์แห่งการเพ่งอารมณ์ย่อมไม่ปรากฏในปัญจวิญญาณ เพราะเป็นเพียง
การตกไปเฉพาะหน้าต่อรูปรารมณ์เป็นต้น เนื่องจากมีกิจ ฐาน และวัตถุ ซึ่งมีกำลังน้อย
เวทนาและเอกคตาทที่มีอยู่ในปัญจวิญญาณจึงไม่ทำให้สำเร็จหน้าที่ของการเพ่งอารมณ์ ดัง
พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า “วิตกฺกปจุฉิมกํ ฌานํ”๒๒ (ฌานมีวิตกเกิดตามหลัง) วิตกที่เป็น
ใหญ่ในองค์ฌานย่อมไม่มีในปัญจวิญญาณ ด้วยเหตุนั้น เวทนาและเอกคตาจึงไม่ทำให้
สำเร็จการเพ่งอารมณ์ในจิตเหล่านั้น

ธรรมไม่มีความเพียรอุปถัมภ์ ย่อมไม่ถึงความมั่นคงในธรรมที่เกิดร่วมกัน หน้าที่
ของสมาธิพละจึงไม่สำเร็จในอเหตุจิต ๑๖ ดวงที่ปราศจากความเพียร ดังพระอรรถกถาจารย์
กล่าวว่า “วิริยปจุฉิมกํ พลนฺติ หิ วุตฺตํ”๒๓ (พละมีความเพียรเกิดตามหลัง) ฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า อวีริเยสุ พลานิ น ลพฺภนฺติ (พละย่อมไม่ปรากฏในจิตที่ปราศจากความเพียร)

ธรรมไม่มีเหตุย่อมเข้าไม่ถึงหนทางเพื่อบรรลุที่สุดแห่งวัฏฏะหรือพระนิพพานได้
ดังพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า “เหตุปจุฉิมโก มคุโค”๒๔ (มรรคมีเหตุเกิดตามหลัง) ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า อเหตุเกสุ มคุคคตานิ น ลพฺภนฺติ (องค์ของมรรคย่อมไม่ปรากฏในเหตุุก-
จิต)

๒๗. เอกคตาในจิตที่มีความสงสัย ย่อมไม่มีกำลังนำไปสู่ความเป็นมรรค อินทรีย์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka